PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

เรียกดูตามวันที่เผยแพร่: 57 รายการ
2026
บทความวารสาร Shariah-Compliant Attributes and Muslims’ Intention to Visit Non-Muslim Countries
ผู้แต่ง: Ammarn Sodawan ปี: 2026 (ค.ศ.) VIEWS: 83

This study examined the influence of Shariah-oriented attributes on Indonesian Muslims’ intention to visit Thailand, which is a non-Muslim country. This stimulus–organism–response (SOR) model was used to examine the relationships between Shariah-oriented tangible and intangible attributes (stimulus), perceived halal safety and Muslim trust (organism), and visit intention (response). The data from 387 Indonesian Muslim respondents were analyzed using partial least squares structural equation modelling combined with Importance–Performance Map Analysis (IPMA). The results supported six of seven hypotheses establishing that Shariah-oriented attributes significantly influenced perceived halal safety, Muslim trust, and visit intention. Notably, perceived halal safety showed a significant direct negative effect on visit intention (β = −0.108, p < 0.05); it did not significantly mediate the relationship between Shariah-oriented attributes and visit intention (β = −0.049, p = 0.059). Muslim trust demonstrates a strong positive mediating effect (β = 0.236, p < 0.001). The IPMA results revealed that Shariah-oriented tangible attributes demonstrated both high importance and excellent performance, while intangible attributes showed high importance but moderate performance, indicating a priority area for improvement. These findings highlight that Muslim trust and tangible Shariah-compliant attributes are crucial for attracting Muslim tourists to non-Muslim destinations, providing valuable insights for tourism stakeholders.

2025
วิทยานิพนธ์ สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อธุรกิจนางงาม
ผู้แต่ง: วนัสนันท์ จันทวงศ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 9

สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อธุรกิจนางงาม จะเป็นที่ให้ผู้มีความสนใจในการประกวดเพื่อสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมการเติบโตทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ และทักษะทางสังคมแก่ผู้ที่สนใจเข้าสู่วงการนางงามและนายแบบ โดยตอบสนองต่อแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของวงการความงาม แฟชั่น และศิลปะการแสดงออก พื้นที่โครงการจึงออกแบบให้เป็นทั้งสถาบันการฝึกอบรมและพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจเพื่อฝึกอบรมทางกายภาพ การพัฒนาบุคลิกภาพ การสื่อสาร รวมถึงการสร้าง ความมั่นใจในตนเอง และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สร้างโอกาส ส่งเสริมอาชีพ และพื้นที่ต้นแบบที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

วิทยานิพนธ์ ศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรค์อาร์ตทอย กรุงเทพมหานคร
ผู้แต่ง: คัคนา ด้วงอินทร์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 11

โครงการศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรค์อาร์ตทอย กรุงเทพฯ เริ่มต้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับกลุ่มศิลปินไทย นักออกแบบ และนักสะสมอาร์ตทอย และมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัตถุประสงค์ของโครงการคือการจัดตั้งศูนย์กลางที่รวมพื้นที่ทำงาน สตูดิโอ เวิร์กช็อป และแกลเลอรี่ไว้ในอาคารเดียว ซึ่งสามารถส่งเสริมการพัฒนาผลงานและส่งเสริมชุมชนศิลปินในกรุงเทพฯ โครงการนี้จัดขึ้นโดยกรอบแนวคิดของ Creative Hub และ Co-Working Space และขยายไปยัง Digital Fabrication Lab (การพิมพ์ 3 มิติ / CNC), Content Creation Studio สื่อดิจิทัล, Marketplace & Auction Space การซื้อขายอาร์ตทอยทั้งแบบกายภาพและ NFT สถานที่ที่เราสามารถเปิดธุรกิจสร้างสรรค์ที่สามารถตอบสนองการพัฒนาตลาดอาร์ตทอย แนวคิดการออกแบบที่ยืดหยุ่นและการออกแบบโครงสร้างที่สามารถถอดประกอบ ปรับเปลี่ยน และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ พื้นที่จะสามารถรองรับกิจกรรมหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิทรรศการชั่วคราวไปจนถึงการทำกิจกรรมขนาดใหญ่ ดังนั้นแนวคิดนี้สามารถนำมาใช้กับโครงการ โดยการออกแบบโครงสร้างและระบบภายในของพื้นที่เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โครงการตั้งอยู่ในเขตพญาไทของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมต่อกับใจกลางเมือง (CBD) รวมถึงเขตการศึกษา เช่น พญาไท และใกล้เคียงกับสยาม จึงมีศักยภาพสูงในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีการเชื่อมต่อกับบริการขนส่งมวลชน เช่น สถานี BTS พญาไท และ Airport Rail Link ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ใช้ทั้งในเมืองและจากจังหวัดอื่น ๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยโดยตรงในการสร้างศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรรค์อาร์ตทอย เนื่องจากจะสร้าง "ระบบนิเวศสร้างสรรค์" จากศูนย์เชื่อมโยงศิลปิน ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และจะเปลี่ยนอาคารจากพื้นที่ทำงานเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งสามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมอาร์ตทอยของไทยในระดับเมืองและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์ฝึกศิลปินครบวงจร
ผู้แต่ง: ณิชาลักษณ์ เซ่งง่าย ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 12

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กระแสอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ “K-pop” ได้สร้างอิทธิพลต่อวัฒนธรรมร่วมสมัยทั่วโลก ผ่านระบบการฝึกฝนศิลปินอย่างเข้มข้นและมีมาตรฐานระดับสากล แนวทาง “Trainee System” ของค่ายบันเทิงเกาหลี เช่น SM, JYP, YG และ HYBE ได้กลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย นำมาปรับใช้ในกระบวนการสร้างศิลปินรุ่นใหม่ ความนิยมนี้ได้ส่งผลให้เกิดโรงเรียนสอนเต้น ร้องเพลง และคลาสพัฒนาบุคลิกภาพจำนวนมากในไทย ทว่าการฝึกส่วนใหญ่ยังแยกเป็นรายวิชาเฉพาะทางและขาดการเชื่อมโยงเป็นระบบครบวงจร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเยาวชนที่ต้องการเติบโตเป็นศิลปินอาชีพอย่างแท้จริง โครงการ “The Idol Academy: ศูนย์ฝึกศิลปินครบวงจร” จึงถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิดการต่อยอดระบบฝึกฝนศิลปินแบบเกาหลี ให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมและสังคมไทย โดยใช้แนวคิดหลัก “From Practice to Performance” — จากพื้นที่ฝึกฝนสู่พื้นที่แสดงออก — เป็นกรอบในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ส่งเสริมทั้งกระบวนการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการพัฒนาตัวตนของเยาวชน โครงการอ้างอิงทฤษฎี Performative Architecture, Creative Learning Space และ Safe Space for Youth พร้อมศึกษากรณีตัวอย่างจากสถาบันจริง เช่น Superstar College of Arts (SCA), Next Idol Academy, และ 64 SixtyFour Studio เพื่อประยุกต์ใช้แนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาอาคารและระบบฝึกฝนในบริบทไทย โครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก ภายในประกอบด้วยฟังก์ชันหลัก ได้แก่ พื้นที่ฝึกซ้อม (Training Zone), สตูดิโอผลิตผลงาน (Production Zone), เวทีแสดงและออดิชัน (Performance Zone) รวมถึงพื้นที่สาธารณะและคาเฟ่สำหรับการมีส่วนร่วมของชุมชน เจ้าของโครงการคือองค์กรเอกชนร่วมกับกลุ่มพัฒนาศิลปินในประเทศไทย โดยมีผู้ใช้อาคารหลักเป็นเยาวชน นักเรียนศิลปิน ครูฝึก และโปรดิวเซอร์ โครงการนี้มุ่งหมายให้สถาปัตยกรรมเป็นกลไกสนับสนุน “การเติบโตของศิลปินยุคใหม่” อย่างสมบูรณ์ทั้งในมิติของอาชีพ พื้นที่ และความฝัน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์การเรียนรู้การสื่อสารและสัมผัสผ่านความเงียบ
ผู้แต่ง: อัยย์นา ร็อบบานี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 17 Full Text

ในโลกที ่ขับเคลื ่อนด้วยเสียง การสื ่อสารด้วยภาษามือของผู ้พิการทางการได้ยินกลับถูก มองข้าม แม้พวกเขาจะมีศักยภาพในการแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์ และมีระบบการสื ่อสารของ ตนเอง แต่กลับถูกแยกออกจากกระแสการสื ่อสารหลักของสังคมโดยไม่รู ้ตัว ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ พิการทางการได้ยินจดทะเบียนมากกว่า 400,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึง ความจำเป็นในการออกแบบพื ้นที ่ที ่เข้าใจและรองรับการสื ่อสารของผู ้ใช้กลุ ่มนี ้ โครงการจึงมุ ่งพัฒนา พื ้นที ่ต้นแบบที ่เปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เรียนรู ้ ทำความเข้าใจ และสัมผัส “อีกภาษาหนึ่งของ มนุษย์” ผ่านความเงียบ ประเด็นสำคัญของการออกแบบคือ สถาปัตยกรรมทั ่วไปยังไม่เอื ้อต่อการสื ่อสารทางสายตา และการรับรู ้ผ่านประสาทสัมผัสอื ่นของผู ้พิการทางการได้ยิน โครงการจึงพัฒนาแนวคิดโดยอ้างอิง DeafSpace Design Guidelines ซึ ่งเน้นการจัดการแสง เงา และมิติของพื ้นที ่เพื ่อสนับสนุนการ มองเห็นภาษามืออย่างชัดเจน ควบคู่กับหลักการ Universal Design ที่ส่งเสริมความเท่าเทียมของผู้ใช้ ทุกกลุ ่ม อีกทั ้งยังประยุกต์ใช้แนวคิด Human-Centric Lighting และ Multisensory Perception Theory เพื ่อสร้างบรรยากาศที ่เอื ้อต่อการรับรู ้ผ่านแสงและการสัมผัสอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมี กรณีศึกษา เช่น Gallaudet University และ Museum of the Senses เป็นแนวทางในการ สังเคราะห์การออกแบบ โครงการ “ศูนย์การเรียนรู ้การสื ่อสารและสัมผัสผ่านความเงียบ” ตั ้งอยู ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์ ภายในประกอบด้วยโซนนิทรรศการถาวร พื ้นที ่เรียนรู ้ภาษามือ เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง และพื ้นที ่พักผ่อนที ่เชื ่อมโยงกับ ธรรมชาติ รวมพื ้นที ่ใช้สอยประมาณ 4,166.5 ตารางเมตร กลุ ่มผู ้ใช้งานหลัก ได้แก่ ผู ้พิการทางการได้ ยิน ครอบครัว ประชาชนทั่วไป และนักเรียน–นักศึกษา แนวทางการออกแบบมุ ่งสร้างประสบการณ์ การเรียนรู ้ผ่านแสง การเคลื ่อนไหว และการสัมผัส เพื ่อเชื ่อมโยง “โลกของความเงียบ” สู ่ความเข้าใจ ร่วมกันของสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

วิทยานิพนธ์ อมตะสสารพิพิธภัณฑ์
ผู้แต่ง: นาซีร สุทธิกาญจน์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 13

ในปัจจุบัน ปัญหามลภาวะจากสิ่งที่ไม่ย่อยสลายได้กลายเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่ค่อยๆทวีความรุนแรงและแพร่กระจายไปในทุกมิติของสิ่งแวดล้อม วัสดุสังเคราะห์โดยเฉพาะพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ได้กลายเป็นสสารที่คงอยู่ยาวนานเกินกว่าขอบเขตของการใช้งาน ส่งผลให้เกิดการสะสมในระบบนิเวศทางธรรมชาติ ทั้งในดิน น้ำ และอากาศ มลภาวะดังกล่าวไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังย้อนกลับมาส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ผ่านการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกและสารเคมีที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก และความจำเป็นในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นการตระหนักรู้ร่วมกันในระดับสังคม อมตะสสารพิพิธภัณฑ์ โครงการสถาปัตยกรรมเชิงแนวคิดที่มีเป้าหมายในการสื่อสารผลกระทบของมลภาวะจากสิ่งที่ไม่ย่อยสลาย ผ่านการออกแบบพื้นที่ที่บูรณาการระหว่างศาสตร์ของสถาปัตยกรรม ศิลปะ และสิ่งแวดล้อม พื้นที่ภายในพิพิธภัณฑ์ได้รับการออกแบบให้สร้างประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่สะท้อนวงจรชีวิตของสสาร ตั้งแต่การเกิดขึ้น การใช้งาน จนถึงการคงอยู่ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ โดยใช้แสง วัสดุ เสียง และการจัดองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม เพื่อให้ผู้เข้าชมเกิดการรับรู้และตั้งคำถามต่อผลของการกระทำของมนุษย์ที่ส่งต่อให้โลกในระยะยาว โครงการอมตะสสารพิพิธภัณฑ์มีประโยชน์เชิงวิชาการและสังคมในหลายมิติ ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้และกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คนให้เกิดความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนสร้างขึ้น รวมถึงการเป็นต้นแบบของการประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมในการสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมสมัย อันสามารถต่อยอดไปสู่การออกแบบเพื่อความยั่งยืนในระดับชุมชน เมือง และสังคมโดยรวม

วิทยานิพนธ์ ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลามตามมัซฮับทั้ง 4
ผู้แต่ง: วาศินีย์ อับดุลหละ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 12 Full Text

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีหลักศรัทธาเดียวกัน แต่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันมีความหลากหลายตามแนวทางของมัซฮับ ซึ่งในกลุ่มซุนนีแบ่งออกเป็น 4 แนวทางหลัก ได้แก่ ฮานาฟี มาลิกี ชาฟิอี และฮัมบะลี แต่ละมัซฮับมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ แนวคิด และวัฒนธรรมเฉพาะตน ในบริบทของสังคมไทย การเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของมัซฮับยังอยู่ในวงจำกัด ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักเพียงมัซฮับที่แพร่หลายในท้องถิ่น เช่น มัซฮับชาฟิอีในภาคใต้ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการยอมรับความหลากหลายทางศาสนาและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนภายในศาสนาเดียวกัน โครงการ ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลามตามมัซฮับทั้ง 4 จึงมุ่งสร้างพื้นที่กลางเพื่อการเรียนรู้ การอยู่ร่วมกัน และการยอมรับในความแตกต่างภายใต้หลักศรัทธาเดียวกัน โดยอ้างอิงแนวคิดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ และการออกแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ศูนย์การเรียนนรู้นี้ยังอ้างอิงกรณีศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้มัซฮับในต่างประเทศ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ และอ้างอิงข้อมูลจากประวัติความเป็นมาขอบรรดาอิหม่ามทั้ง 4 มาใช้ เพื่อให้สามารถพัฒนาพื้นที่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละมัซฮับและสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ศูนย์การเรียนรู้นี้ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณมัสยิดกลางจังหวัดสงขลา เป็นอาคารที่ออกแบบเพื่อรองรับฟังก์ชันที่หลากหลาย เช่น โซนเรียนรู้เฉพาะมัซฮับ ห้องอเนกประสงค์สำหรับสัมมนาและกิจกรรมชุมชน ห้องนิทรรศการ และพื้นที่สาธารณะสำหรับผู้เยี่ยมชม เจ้าของโครงการคือคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ผู้ใช้สอยหลักคือชุมชนมุสลิม เยาวชน และผู้สนใจศึกษาวัฒนธรรมอิสลาม รวมทั้งกลุ่มต่างศาสนานิกที่มีความสนใจในเรื่องนี้ อาคารจะถูกออกแบบเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะตัวของแต่ละมัซฮับ ทำให้ศูนย์การเรียนรู้นี้เป็นทั้งแหล่งศึกษาและจุดรวมชุมชนที่เชื่อมโยงความรู้ ศาสนา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

วิทยานิพนธ์ โครงการดีลักซ์พูลวิลล่ากลางน้ำ เขื่อนเชี่ยวหลาน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี
ผู้แต่ง: เอกอาทิตย์ เรืองรัศมี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 17

เขื่อนรัชชประภา ตั้งอยู่ที่ระหว่าง อ.พนม และ อ.ตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นเรียกว่าเขื่อนเชี่ยวหลาน ในอดีตเขื่อนเชี่ยวหลานเป็นที่ราบแอ่งกระทะ มีชุมชนและบ้านพักรวมมากกว่า 800 ครัวเรือนแต่เมื่อเข้าช่วงหน้าฝน ฝนตกหนักและพายุทำให้น้ำขังในพื้นที่แอ่งกระทะ ทำให้เกิดโครงการขื่อนกักเก็บน้ำ ณ พื้นที่ตรงนี้โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงแรกเป็นผู้คนในท้องถิ่นป็นผู้อาศัยอยู่รอบเขื่อนมาประกอบอาชีพต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเดินเรือการประมง การไฟฟ้า ต่อมาได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้ผู้คนมาสัมผัสประสบการณ์ในเขื่อนรัชชประภาแห่งนี้ ในเวลาต่อมาเขื่อนรัชชประภาได้พัฒนาพื้นที่ภายในไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บนสันเขื่อนที่จัดเป็นพื้นที่สาธารณะ ทั้งเป็นสวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน คาเฟ่ พื้นที่ตั้งแคมป์ คอร์สกอล์ฟ สำหรับพื้นที่บนบก ส่วนในน้ำมีการท่องเที่ยว ล่องเรือผ่านเกาะต่างๆ แวะเขาสามเกลอ ไปดูถ้ำต่างๆ ขึ้นแพพักอาศัย ได้เล่นน้ำและรับประทานอาหารท้องถิ่นในสุราษฎร์พร้อมชมความสวยงามของธรรมชาติในเขื่อนเชี่ยวหลานแห่งนี้ความเด่นของแพที่พักอาศัยกลางน้ำ ณ เขื่อนเชี่ยวหลาน คือการตัดตัวเองจากโลกภายนอกเพื่อเพิ่มพลังงานธรรมชาติ ลดพลังเทคโนโลยี เช่น แพ 500 ไร่ ที่ให้ผู้คนอยู่กับธรรมชาติโดยตัดสัญญาณ และเพิ่มการอยู่กับธรรมชาติ โครงการดีลักซ์พุลวิลล่ากลางน ้า อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อ.พนม จ.สุราษฎรธานี เพิ่มแลนด์มาร์ค แต่ในที่นี้เรียกว่า วอเตอร์มาร์ค แห่งใหม่ของเขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎรธานี เจ้าของโครงการโดยผู้จัดทำ ตั้งอยู่บริเวณน้ำนิ่งใกล้เกาะอนุรักษ์ผ่านแหล่งท่องเที่ยวหลัก รับรองกลุ่มผู้ใช้ประเภทครอบครัวเป้นหลักโดยมีประเภทห้อง1ประเภทสำหรับครอบครัวเป็นหลัก ดีลักซ์วิลล่าใช้แนวคิดการออกแบบเน้น PASSIVE DESIGN ใช้ธรรมชาตินำเข้าหา รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่นบวกกับโมเดิร์นโดยมุ่งเน้นความยั่งยืนด้านการอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์ เน็กซ์เจนสู่อนาคต
ผู้แต่ง: อาว์ชอัครณี มุสิกะไชย ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 11

โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์เน็กซ์เจนสู่อนาคต (Nutrilite NextGen Future Training) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่และหลักสูตรฝึกอบรมด้านสุขภาวะแบบองค์รวม สำหรับคนรุ่น ใหม ่ที ่ต้องการเติบโตทั้งด้านสุขภาพ ผู้น า และธุรกิจอย ่างยั ่งยืน ภายใต้แนวคิด (From Seed to Supplement) ของนิวทริไลท์ หลักสูตรเน้นการเรียนรู้ผ ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ครอบคลุมความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และการสื่อสาร พร้อมปลูกฝัง แนวคิดความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมโครงการมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสามารถน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจและคุณภาพชีวิตของตนเอง พร้อมเติบโตเป็นผู้น าด้านสุขภาพที่ สามารถสร้างคุณค่าและขยายผลสู่สังคมได้อย่างยั่งยืนโดยถ่ายทอดผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม อย่างสมดุล ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากโครงการ คือการสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่ผสานสถาปัตยกรรมกับพื้นที่สี เขียว เพื่อส่งเสริมแนวคิดสุขภาพและความยั่งยืน ควบคู่กับการเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และสร้าง เครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมผู้เข้าอบรมจะเข้าใจกระบวนการผลิตของนิวทริไลท์ ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบ จนถึงผลิตภัณฑ์ สามารถน าเสนอสินค้าได้อย่างมืออาชีพผ่านเทคนิคเล่าเรื่องและพัฒนาบทบาทตนเอง เป็น “นักสร้างคุณค่าทางสุขภาพ” นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมจาก หลากหลายพื้นที่ พร้อมปลูกฝังจิตส านึกด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการด าเนินธุรกิจสุขภาพอย่าง รับผิดชอบต่อสังคมและยั่งยืนในระยะยาว โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์เน็กซ์เจนสู่อนาคต (Nutrilite NextGen Future Training) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมด้านสุขภาวะแบบองค์รวม เพื่อสร้าง ผู้น ารุ่นใหม่ด้านธุรกิจสุขภาพ โดยมีแอมเวย์ ประเทศไทย เป็นเจ้าของโครงการตั้งอยู่บริเวณเขาสก จังหวัด สุราษฎร์ธานี โครงการรองรับกลุ ่มผู้ใช้งานหลากหลาย ได้แก ่ นักธุรกิจรุ ่นใหม ่ เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจด้านสุขภาพ โดยมีการจัดพื้นที่ใช้งานหลัก สามารถต่อยอดสู่ชุมชนใน อนาคต

บทความวารสาร A Comparative Analysis of Lightweight CNN Architectures for Wi-Fi CSI-Based Fall Detection
ผู้แต่ง: Kawinthida Kingkaew, Jirawat Thaenthong, Thawatchai Suwanapong ปี: 2025 (ค.ศ.) VIEWS: 52

Fall detection for elderly care has gained substantial research attention, with Wi-Fi Channel State Information (CSI) emerging as a promising non-intrusive sensing modality that addresses privacy concerns associated with camera-based systems. However, the adoption of deep learning in this domain requires models that balance high accuracy with computational efficiency, enabling deployment on resource-constrained devices. This study presents a comparative analysis of four lightweight Convolutional Neural Network (CNN) architectures-MobileNetV2, MobileNetV3, EfficientNet-B0, and ShuffleNetV2-that has been presented for Wi-Fi CSI-based fall detection. The models were evaluated using classification metrics, including accuracy, loss, precision, recall, and F1-score, as well as efficiency metrics such as model size, parameter count, FLOPs, and inference time. Experimental results showed that the highest classification accuracy of 98.61% was achieved by EfficientNet-B0, along with the lowest loss and best F1-score (0.986), while a near-fastest inference time of 8.53 ms was maintained. This combination of predictive performance and computational efficiency has been demonstrated to highlight strong potential for practical, real-time fall detection applications. Meanwhile, ShuffleNetV2 achieved a comparable accuracy of 98.47% and an $F 1$-score of 0.985, with the fastest inference time of $\mathbf{7. 1 9}$ ms and a small model size of only 5.21 MB. These results indicate that ShuffleNetV2 provides an excellent trade-off between accuracy and computational cost, making it a highly suitable candidate for deployment on real-time edge devices.

วิทยานิพนธ์ ศูนย์การเรียนรู้ว่าวมลายู
ผู้แต่ง: อัลสิดดีก ปูเตะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 73

ว่าวมลายูเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีรากฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนในคาบสมุทรมลายู โดยในระยะแรกถูกใช้เพื่อการละเล่น การสื่อสาร และความเชื่อทางพิธีกรรม ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในด้านรูปทรง โครงสร้าง และลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ลวดลายใบไม้และพืชพื้นถิ่น องค์ความรู้นี้ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านครอบครัวและชุมชน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภาคใต้ของประเทศไทย รวมถึงจังหวัดสตูลที่ยังคงมีการอนุรักษ์และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับว่าวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าวัฒนธรรมว่าวมลายูมีแนวโน้มลดบทบาทลงตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวิถีชีวิตสมัยใหม่ ดังนั้นการอนุรักษ์จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยการสร้างพื้นที่เรียนรู้และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วม เช่น นิทรรศการ การสาธิต และเวิร์กชอป ซึ่งจะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างคุณค่าใหม่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โครงการนี้จึงเสนอการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ว่าวมลายูในจังหวัดสตูล โดยเลือกที่ตั้งในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้สะดวกและเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แนวคิดการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบกลุ่มของชุมชนมลายู ผสานกับรูปทรงโครงสร้างของว่าวและลวดลายพื้นถิ่น เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ โครงการประกอบด้วยพื้นที่จัดแสดง พื้นที่กิจกรรม และพื้นที่สาธารณะ มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา
ผู้แต่ง: อาฟิก แฮะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 75

ไม้ คือ วัสดุที่ใช้ในการประกอบสร้างบ้านเรือนของประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณ ไม้ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมช่างไม้และภูมิปัญญาที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น แสดงถึงรากเหง้าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อย่างไรก็ดีมีการส่งต่อวัฒนธรรมเหล่านี่กันในหมู่ครอบครัว สายสกุลช่าง ดังเช่น “สล่า” ในภาคเหนือ “ช่าง” ในภาคกลาง หรือ “ตูเก” ในภาคใต้โดยเฉพาะในชุมชนมลายู ปัจจุบันมีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ทันสมัยรวดเร็วและแข็งแรงทำให้ผู้คนหันไปเลือกวิธีการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการละทิ้งมรดกที่มีคุณค่าและขาดการสืบทอดส่งผลให้ให้องค์ความรู้ด้านช่างไม้หายไป “แล้วจะทำอย่างไรให้มรดกทางวัฒนธรรมของช่างไม้ยังคงอยู่และสืบสานต่อไปได้โดยเฉพาะในบริบทของมลายู?” ตูเก คือ ผู้รังสรรค์วัฒนธรรมช่างไม้ท้องถิ่นที่มีคุณค่าด้านสถาปัตยกรรม เช่น มัสยิดไม้วาดีลฮูเซ็น (มัสยิด300ปี) จังหวัดนราธิวาส หรือมัสยิดไม้อาโห (มัสยิด400ปี) จังหวัดปัตตานี อย่างไรก็ดี เมื่อตูเกไม่มีผู้การสืบสารและได้รับองค์ความรู้จึงส่งผลให้มัสยิดหรือสถาปัตยกรรมไม้อื่นๆ ขาดการดูแลซ่อมอย่างถูกวิธี รวมไปถึงขาดการต่อยอดความรู้ใหม่ในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นมลายูในอนาคต ในประญี่ปุ่นมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านช่างไม้ผ่านสถาปัตยกรรม ดังเช่น ศาลเจ้าอิเสะ มีการรื้อสร้างประกอบทุก 20 ปีให้คนรุ่นใหม่ได้มีความรู้การสร้างในรูปแบบพื้นถิ่นดั้งเดิม (ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข/2019) “หากจะส่งต่อภูมิปัญญาแบบชาวบ้านญี่ปุ่นในวัฒนธรรมมลายู ควรมีลักษณะอย่างไร?” ชุมชนห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เป็นชุมชนช่างไม้มุสลิม (แวกาจิ/2568) ที่มีการตั้งถิ่นฐาน จากการเปิดป่าโดยกลุ่มช่างไม้ชาวบ้านมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับไม้ในป่าและพัฒนาการสร้างบ้านแบบตนเอง ซึ่งชุมชนนี้ยังคงหลงเหลือภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านเทคนิคการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นโดยเฉพาะผู้มีความรู้ด้านช่างไม้ อาศัยศาสนสถานที่ทำหน้าที่รวมผู้คนเป็นเครื่องมือในการรักษาภูมิปัญญาไม้ท้องถิ่น โดยใช้การมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมัสยิดด้วยมือของชาวชุมชนการสร้างวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ยึดโย่งรูปแบบเดิม ทว่านำองค์ความรู้ต่อยอดเป็นสถาปัตยกรรมมัสยิดไม้ร่วมสมัยเหมาะกับคนปัจจุบันและสร้างโดยคนปัจจุบัน (ยางนาสตูดิโอ,2023) โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา เป็นโครงการที่มีแนวคิดที่จะส่งต่อองค์ความรู้ผ่านผู้คนในชุมชน โดยอาศัยเทคนิควิธีแบบชาวบ้านในการก่อร่างสร้างสถาปัตยกรรมมัสยิด ในโครงการใช้พื้นที่มัสยิดเดิมและต่อขยายเพิ่มพื้นที่ก่อสร้างจำนวน 4.7 ไร่จากการบริจาคที่ดินของชาวชุมชนรวมไปถึงการได้รับแหล่งทุนจากภายนอก โครงการประกอบด้วยมัสยิดไม้ทำมือรองรับการละหมาด พื้นที่ลานกิจกรรมพิเศษและรองรับการละหมาดในวันสำคัญ โครงการวางแผนในการรื้อมัสยิดหลังเดิม โดยการเริ่มปลูกไม้หลุมพอ46ต้นและไม้ตะเคียน26ต้น เมื่อครบ20-40ปี จะมีการโค่นไม้และรื้อถอนมัสยิดหลังเดิม และนำมาปูพื้นเป็นฐานรากของมัสยิดไม้ตะเคียนจะถูกทำเป็นโครงสร้าง และไม้หลุมพอจะถูกแปรรูปเป็นพื้น ฝ้า ของมัสยิด มัสยิดทำมือเป็นแนวหลักคิดในการก่อรูปด้วยวิธีและเทคนิกแบบท้องถิ่นที่มีความง่ายและตรงไปตรงมา ถอดประกอบได้เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านรวมกันโค่น แปรรูป และลาย และประกอบมัสยิดจะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เพื่อทุกคนและทุกช่วงวัย มีอาคารประกอบเป็นเป็นอาคารเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลาม ช่างไม้และห้องน้ำและที่อาบน้ำละหมาด ผลลัพธ์ คือ คู่มือประกอบมัสยิดที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกทางวัฒนะธรรมให้ผู้คนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมช่างไม้แบบตูเก สถาปัตยกรรมถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้ยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์ศึกษาทรัพยากรชายฝั่ง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง
ผู้แต่ง: พิชญา เกื้อสุข ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 60

ทรัพยากรชายฝั่งในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณฝั่งทะเลอันดามัน กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งจากปัจจัยทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ การกัดเซาะชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางทะเล การใช้ประโยชน์ทรัพยากรเกินศักยภาพ และการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขาดการวางแผนอย่างเหมาะสม ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่สำคัญ เช่น ป่าชายเลน หาดทราย และแนวปะการัง ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ทรัพยากรชายฝั่ง ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลาย เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล แนวปะการัง ชายหาด ซึ่งล้วนเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง หญ้าทะเลเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเล ขณะที่แนวปะการังเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ระบบนิเวศเหล่านี้จึงมีคุณค่าทั้งในเชิงนิเวศและเศรษฐกิจ โดยมีการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรังและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน โครงการศูนย์ศึกษาทรัพยากรชายฝั่ง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ที่ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย บริเวณใกล้หาดราชมงคล บนพื้นที่ประมาณ 13 ไร่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา วิจัย และบริการวิชาการที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ โดยจะสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อรับมือกับปัญหาของชายฝั่งในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ระบบนิเวศและการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งอย่างสมดุลและยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์สร้างเสริมพลังชีวิตและสมดุลจิตใจแบบครบวงจร จังหวัดกระบี่
ผู้แต่ง: มัณฑนา เซ่งสวัสดิ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 71

ภาวะความเหนื่อยล้าทางใจและความเครียดสะสมจากวิถีชีวิตร่วมสมัย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างครอบคลุม ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และการใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูจิตใจอย่างเป็นระบบจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพัฒนาผ่านความร่วมมือทางด้านการแพทย์ จิตวิทยา และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานกลับคืนสู่สมดุลของชีวิตได้อย่างยั่งยืน สถาปัตยกรรมมีบทบาทสำคัญในการเยียวยาสภาพจิตใจผ่านการออกแบบที่ส่งเสริมประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการจัดลำดับพื้นที่ (Spatial Sequence) ที่นำพาเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายและเชื่อมโยงกับธรรมชาติพร้อมลดสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็น แนวทางดังกล่าวปรากฏในกรณีศึกษาที่ยืนยันว่าการออกแบบพื้นที่อย่างมีจังหวะและต่อเนื่อง สามารถกระตุ้นการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการ “ศูนย์สร้างเสริมพลังชีวิตสมดุลจิตใจแบบครบวงจร จังหวัดกระบี่” มีจุดมุ่งหมายเพื่อออกแบบพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูและปรับสมดุลชีวิต โดยตั้งอยู่ในบริบทที่มีศักยภาพด้านธรรมชาติ ทั้งภูเขาและทะเล พื้นที่โครงการถูกพัฒนาให้รองรับกิจกรรมการบำบัดและการพักผ่อนอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่พื้นที่สาธารณะไปจนถึงพื้นที่ส่วนตัว ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย เชื่อมโยงธรรมชาติ และสร้างประสบการณ์เชิงสถาปัตยกรรมที่เอื้อต่อการเยียวยา ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์เรียนรู้ดาราศาสตร์อิสลาม
ผู้แต่ง: ซอฟียะห์ แยนา ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 44 Full Text

ดาราศาสตร์อิสลาม เป็นองค์ความรู้ดั้งเดิมที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติ- ศาสนกิจของมุสลิม ตั้งแต่การกำหนดเวลาละหมาด การสังเกตจันทร์เสี้ยว (الهلال) เพื่อเริ่มเดือน ฮิจเราะห์ไปจนถึงการหาทิศกิบละฮ์จากตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้า อย่างไรก็ตามในปัจจุบันองค์- ความรู้ดังกล่าวค่อย ๆ ถูกลดบทบาทลงจากชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่พึ่งพาเทคโน- โลยีโดยขาดความเข้าใจในหลักการเบื้องหลัง ส่งผลให้ความรู้ทางดาราศาสตร์ และศรัทธาถูกแยกออก จากกัน โครงการวิทยานิพนธ์ “ศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์อิสลาม จังหวัดปัตตานี” จึงถูกริเริ่มขึ้น เพื่อฟื้นฟูความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างท้องฟ้า เวลา และการปฏิบัติศาสนกิจ ผ่านสถาปัตย- กรรมที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของการเรียนรู้และการตระหนักรู้เชิงศรัทธา ประเด็นปัญหาหลักของโครงการคือ การขาดแคลนพื้นที่เรียนรู้ร่วมสมัยที่สามารถถ่ายทอด องค์ความรู้ดาราศาสตร์อิสลามได้อย่างเข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ทุกวัย โครงการจึงพัฒนาแนวคิด “Shadow to Sky” โดยมุ่งเน้นการรับรู้เวลา ผ่านปรากฏการณ์ของแสงและเงา และนำไปสู่ ความเข้าใจท้องฟ้าในฐานะแหล่งกำเนิดของวัน เวลา และทิศทางในศาสนาอิสลาม แนวคิดดังกล่าว อ้างอิงทฤษฎี Contextual Model of Learning, Experiential Learning Cycle และ Phenomenology of Space and Light เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงสถาปัตยกรรมที่ผู้ใช้งาน สามารถเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว การสังเกต และการรับรู้พื้นที่ ร่วมกับการวิเคราะห์กรณีศึกษา ได้แก่ Shanghai Astronomy Museum, Afaaq Stargazing Center และ Museum of Islamic Art Doha เพื่อสังเคราะห์แนวทางในการออกแบบพื้นที่ที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับศาสนาได้อย่าง เหมาะสม โครงการตั้งอยู่ที่ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี บนพื้นที่ที่มีศักยภาพในการ สังเกตท้องฟ้าและใกล้ชุมชนมุสลิม โดยเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยา- เขตปัตตานี และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ภายในโครงการประกอบด้วยพื้นที่ เรียนรู้เชิงประสบการณ์ 5 ฐาน ได้แก่ Astrolabe Lab, Qibla Navigator, Journey of Muslim Astronomers, Hilal Lab และ Sky-to-Life Maker Space รวมถึงพื้นที่นิทรรศการ พื้นที่จำลองท้องฟ้า และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,213 ตารางเมตร กลุ่มผู้ใช้งานหลักคือเยาวชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ผู้นำศาสนา และประชาชนทั่วไป โดยผล การออกแบบแสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงฟ้า เวลา และการปฏิบัติศาสนกิจเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และความยืดหยุ่นของพื้นที่ในการรองรับการใช้งานที่หลากหลาย

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบอาคารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
ผู้แต่ง: วาฟะ หะยีดาโอะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 38

รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบาย “ผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย” เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จึงได้รับการพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้ง คณะแพทยศาสตร์ แห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางการแพทย์ของภาคใต้ตอนกลาง โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และสุขภาวะทางจิตใจของนักศึกษา อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ความเครียดและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพจิตและการเรียนรู้ โดยมีรายงานข่าวและงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการฆ่าตัวตายของนักศึกษาแพทย์ในหลายสถาบัน ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยังไม่เอื้อต่อสุขภาวะองค์รวมของผู้เรียน งานออกแบบนี้จึงนำแนวคิดจาก ทฤษฎี Healing Architecture (สถาปัตยกรรมเพื่อการเยียวยา) และ Learning Environment (สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้) มาผสมผสานกับแนวคิดด้านจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอาคารที่เอื้อต่อทั้งการเรียนรู้และการเยียวยาทางใจ นอกจากนี้ยังมีการศึกษา กรณีอาคารเรียนแพทย์ในปัจจุบัน เพื่อวิเคราะห์การจัดวางฟังก์ชัน ระบบการสัญจร และบรรยากาศภายในอาคาร เพื่อนำมาปรับปรุงให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ที่ลดความตึงเครียดและกระตุ้นการปฏิสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ ของชีวิตนักศึกษาแพทย์ โครงการออกแบบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จึงมุ่งเน้นการสร้างอาคารเรียนและพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้ทางการแพทย์อย่างครบวงจร ประกอบด้วยพื้นที่การเรียนการสอน ห้องปฏิบัติการ ห้องกายวิภาค ห้องสมุด ห้องพักอาจารย์ พื้นที่กิจกรรม พื้นที่พักผ่อน และศูนย์สุขภาพจิตนักศึกษา โดยออกแบบให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง นักศึกษา อาจารย์ ชุมชน ผ่านพื้นที่กลางที่ส่งเสริมการพบปะและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการนี้มุ่งสร้างต้นแบบของ คณะการแพทย์ที่เยียวยาทั้งกายและใจ โดยใช้สถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือฟื้นฟูสุขภาวะของผู้ใช้ สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่อบอุ่น เป็นมิตร และยั่งยืนต่ออนาคตของวงการแพทย์ไทย

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง: “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะมีชีวิต”
ผู้แต่ง: อัครอม มามะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 40

การเดินทางเป็นองค์ประกอบสำคัญของวิถีชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะในบริบทเมืองที่ระบบคมนาคมมีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคม “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลา” เป็นระบบขนส่งพื้นถิ่น ที่มีเอกลักษณ์และเชื่อมโยงผู้คนกับชุมชนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านกายภาพและการใช้งาน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพได้อย่างเต็มที่ โครงการศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะมีชีวิต” จึงมุ่งยกระดับพื้นที่ให้ผสานการเดินทาง การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นและส่งเสริมการใช้งานอย่างยั่งยืน โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง: คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะ มีชีวิต” มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบพื้นที่สาธารณะที่ใช้บริบทของคิวรถแท็กซี่เบนซ์ยะลาเป็นฐานในการเรียนรู้และเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยมุ่งยกระดับพื้นที่ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ พื้นที่กิจกรรม และศูนย์กลางชุมชนที่สะท้อนอัตลักษณ์ของระบบขนส่งพื้นถิ่นและวิถีชีวิตของผู้คน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสืบทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พื้นที่ตั้งโครงการอยู่บริเวณใจกลางเมืองยะลา ใกล้พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และเชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมหลักของเมือง ทำให้สามารถเข้าถึงได้สะดวกและเอื้อต่อการพัฒนาเป็นโซนวัฒนธรรมที่ต่อยอดการเรียนรู้จากอดีตสู่ปัจจุบัน แนวคิดการออกแบบตั้งอยู่บนการมอง “การเดินทาง” ในฐานะกระบวนการทางสังคม ที่ไม่เพียงเป็นการเคลื่อนที่ แต่เป็นพื้นที่ของการพบปะและสร้างความสัมพันธ์ จึงมุ่งฟื้นฟูบทบาทของพื้นที่คมนาคมให้กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีชีวิต โดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการออกแบบเพื่อความยั่งยืน ทั้งการใช้แสงธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการออกแบบพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งานในอนาคต อันนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่เมืองที่สมดุล สะท้อนอัตลักษณ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา
ผู้แต่ง: ธีรพล สืบพงษ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 46

เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่มีระบบนิเวศทางทะเลสมบูรณ์และอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาวเลที่เข้มแข็ง ทว่าการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงปริมาณซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี ได้สร้างความท้าทายต่อการรักษาความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอ “โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเล” เพื่อเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมที่พักอาศัยระดับพรีเมียมที่ใช้การออกแบบเป็นการขับเคลื่อนความยั่งยืน กระบวนการศึกษาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์บริบททางสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนชาวเล เพื่อนำมาสังเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น การออกแบบเพื่อความยืดหยุ่น และหลักการออกแบบที่ยั่งยืนให้เหมาะสมกับพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยเน้นการสำรวจภาคสนามและการวิเคราะห์ปัจจัยทางกายภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การวางผังโครงการที่สามารถบูรณาการพื้นที่พักผ่อนเข้ากับกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของชุมชนได้อย่างกลมกลืน โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ถ่ายทอดอัตลักษณ์วิถีชาวเลและภูมิปัญญาเครื่องมือประมงพื้นบ้านผ่านการลดทอนรูปทรงสู่องค์ประกอบสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้นที่โดดเด่น โดยให้ความสำคัญกับการวางผังอาคารแบบกระจายตัวและรักษาระบบนิเวศดั้งเดิม พร้อมจัดลำดับทางสัญจรที่เชื่อมต่อจากพื้นที่ส่วนกลางเข้าสู่พื้นที่กิจกรรมวิถีชีวิตอย่างเป็นระบบตัวอาคารเน้นการสร้างสภาวะน่าสบายด้วยพื้นที่ "กึ่งภายนอก" เพื่อส่งเสริมการระบายอากาศธรรมชาติ ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศชายฝั่ง อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ความยืดหยุ่นผ่านการบูรณาการวัสดุท้องถิ่นอย่างไม้และไม้ไผ่เข้ากับเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ เพื่อสร้างโครงสร้างที่มีความทนทานต่อลมมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักแรมระดับพรีเมียมแต่ยังทำหน้าที่เป็น "พื้นที่สื่อสารทางสถาปัตยกรรม" ที่ช่วยยกระดับมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์มรดกทางวัฒนธรรมในระดับสากล

วิทยานิพนธ์ โครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียม ในพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
ผู้แต่ง: นดา หนูชูสุข ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 24

พื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่เขตป่านันทนาการของกรมป่าไม้ มีลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสูง มีทะเลหมอกปกคลุมตลอดปี ล้อมรอบด้วยป่าอุดมสมบูรณ์และชุมชนหลายชาติพันธุ์ การพัฒนาพื้นที่นี้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการพักผ่อนเชิงอนุรักษ์จึงมีความสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสูงแต่การจัดการและการใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่ การสร้างโครงการที่พักเชิงพิเศษจึงมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นต้นแบบโครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียม ให้กับป่านันทนาการทั่วประเทศไทย การศึกษานี้เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาหลักของพื้นที่ ซึ่งปัญหาหลักคือยังไม่มีที่พักระดับพรีเมียมรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์พักผ่อนคุณภาพสูง การศึกษาเริ่มจากการศึกษาบริบททางสังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สถานที่ท่องเที่ยว ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หลักการการเกิดหมอก และเกณฑ์การออกแบบภายใต้พื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอก อัยเยอร์เวง เพื่อนำมาสังเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น การออกแบบเพื่อความยืดหยุ่นและหลักการออกแบบที่ยั่งยืนให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชันตามแนวสันเขา โดยกระบวนการศึกษาเน้นการสำรวจภาคสนามและวิเคราะห์ปัจจัยทางกายภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่กระบวนการวางผังโครงการที่สามารถบูรณาการพื้นที่พักผ่อนเข้ากับกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม การเรียนรู้วิถีชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน โครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียมในพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ซึ่งประกอบด้วยโซนเวลเนสและรีทรีทสำหรับผ่อนคลาย เช่น สปาธรรมชาติ นวดสมุนไพร โยคะ และสมาธิ รวมถึงกิจกรรมผจญภัยเชิงนิเวศ เช่น ซิปไลน์ เดินป่า และเยี่ยมชมหมู่บ้านวัฒนธรรม เจ้าของโครงการคือหน่วยงานพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่วนผู้ใช้สอยหลักคือนักท่องเที่ยวที่มุ่งพักผ่อนและเรียนรู้วิถีชุมชน โครงการนี้มุ่งสร้างต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ป่านันทนาการอย่างสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น แนวคิดหลักของโครงการคือ “Retreat in the Mist” มุ่งเน้นการพักผ่อนแบบรีทรีทและเวลเนส พร้อมกิจกรรมผจญภัยเชิงนิเวศ เช่น ซิปไลน์ เดินป่า และชมหมู่บ้านวัฒนธรรม การออกแบบอ้างอิงกรณีศึกษา Four Seasons Tented Camp Golden Triangle ซึ่งเป็นรีสอร์ทเชิงอนุ-รักษ์บนภูเขา แต่โครงการได้ปรับรูปแบบให้เหมาะกับภูมิอากาศอบอุ่นชื้นและทะเลหมอกตลอดปีของพื้นที่ภาคใต้ พร้อมจัดแบ่งพื้นที่ตามแบบ “Layer of retreat” ที่จัดแบ่งพื้นที่การเข้าถึง จากส่วนสาธารณะ กึ่งสาธารณะ และส่วนส่วนตัว เพื่อตอบโจทย์ลำดับการบำบัดและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ส่งผลให้โครงการทำหน้าที่เป็นโครงการที่พักเชิงนิเวศต้นแบบให้กับพื้นที่ป่านันทนาการทั่วประเทศไทยที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์สืบทอดภูมิปัญญาอิสลามและชุมชนแห่งศรัทธา เชคดาวุด อัลฟาฏอนีย์ บ้านบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
ผู้แต่ง: ฮันซอละห์ สามะอะกา ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 22

ปัจจุบัน “ปอเนาะ” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามแบบจารีตที่มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมศรัทธาและสร้างคุณธรรมแก่ชุมชนมุสลิมในอดีต ได้ลดบทบาทลงจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ เยาวชนรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่าศาสนาเป็นเรื่องห่างไกล และรูปแบบการเรียนรู้แบบดั้งเดิมไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย ขณะเดียวกัน การจากไปของบรรดาโต๊ะครูหรืออุลามะผู้เป็นแหล่งองค์ความรู้ ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญหายของภูมิปัญญาอิสลามท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ “สืบทอดและต่อยอด” เจตนารมณ์ของ เชคดาวุด อัลฟาฏอนีย์ อุลามะผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ศาสนาในแหลมมลายู ผ่านการออกแบบ “ศูนย์สืบทอดภูมิปัญญาอิสลามและชุมชนแห่งศรัทธา” ให้เป็นต้นแบบของ “ปอเนาะร่วมสมัย” ที่ผสานการเรียนรู้แบบจารีต (กีตาบ) เข้ากับรูปแบบการเรียนรู้สมัยใหม่ โดยจัดให้มีระบบการเรียนรู้แบบหมุนเวียนของอุลามะ (Rotational Knowledge Sharing) เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความหลากหลายขององค์ความรู้ แนวคิดหลักของโครงการคือ Sense of Belonging ซึ่งมุ่งสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งระหว่างมนุษย์ ชุมชน และศรัทธา โดยพัฒนาแนวคิดผ่านการตีความ Barakah (ความจำเริญงอกงาม) ให้เป็นภาษาทางสถาปัตยกรรม เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีคุณค่าและความหมายมากกว่าการใช้งานเชิงกายภาพ กระบวนการออกแบบอาศัยการวิเคราะห์วิถีชีวิตของชุมชน สถาปัตยกรรมอิสลาม และกิจกรรมทางศาสนา มาพัฒนาเป็นลำดับพื้นที่ (Spatial Sequence) และการเปลี่ยนผ่านของบรรยากาศ (Gradual Transition) จากพื้นที่สาธารณะไปสู่พื้นที่แห่งการใคร่ครวญทางจิตวิญญาณ ที่ตั้งโครงการอยู่ในตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยมี “บ่อน้ำของเชคดาวุด” เป็นศูนย์รวมศรัทธา โครงการประกอบด้วยสถาบันปอเนาะ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ศูนย์อุลามะ และพื้นที่ชุมชน ออกแบบให้เปิดเข้าถึงได้ทุกคน พร้อมประยุกต์แนวคิดสถาปัตยกรรมยั่งยืน ผ่านการยกพื้นอาคาร การระบายอากาศตามธรรมชาติ และการใช้วัสดุท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และจิตวิญญาณอย่างยั่งยืน.