PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 44 รายการ
บทความวารสาร Shariah-Compliant Attributes and Muslims’ Intention to Visit Non-Muslim Countries
ผู้แต่ง: Ammarn Sodawan ปี: 2026 (ค.ศ.) VIEWS: 75

This study examined the influence of Shariah-oriented attributes on Indonesian Muslims’ intention to visit Thailand, which is a non-Muslim country. This stimulus–organism–response (SOR) model was used to examine the relationships between Shariah-oriented tangible and intangible attributes (stimulus), perceived halal safety and Muslim trust (organism), and visit intention (response). The data from 387 Indonesian Muslim respondents were analyzed using partial least squares structural equation modelling combined with Importance–Performance Map Analysis (IPMA). The results supported six of seven hypotheses establishing that Shariah-oriented attributes significantly influenced perceived halal safety, Muslim trust, and visit intention. Notably, perceived halal safety showed a significant direct negative effect on visit intention (β = −0.108, p < 0.05); it did not significantly mediate the relationship between Shariah-oriented attributes and visit intention (β = −0.049, p = 0.059). Muslim trust demonstrates a strong positive mediating effect (β = 0.236, p < 0.001). The IPMA results revealed that Shariah-oriented tangible attributes demonstrated both high importance and excellent performance, while intangible attributes showed high importance but moderate performance, indicating a priority area for improvement. These findings highlight that Muslim trust and tangible Shariah-compliant attributes are crucial for attracting Muslim tourists to non-Muslim destinations, providing valuable insights for tourism stakeholders.

วิทยานิพนธ์ สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อธุรกิจนางงาม
ผู้แต่ง: วนัสนันท์ จันทวงศ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 5

สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อธุรกิจนางงาม จะเป็นที่ให้ผู้มีความสนใจในการประกวดเพื่อสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมการเติบโตทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ และทักษะทางสังคมแก่ผู้ที่สนใจเข้าสู่วงการนางงามและนายแบบ โดยตอบสนองต่อแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของวงการความงาม แฟชั่น และศิลปะการแสดงออก พื้นที่โครงการจึงออกแบบให้เป็นทั้งสถาบันการฝึกอบรมและพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจเพื่อฝึกอบรมทางกายภาพ การพัฒนาบุคลิกภาพ การสื่อสาร รวมถึงการสร้าง ความมั่นใจในตนเอง และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สร้างโอกาส ส่งเสริมอาชีพ และพื้นที่ต้นแบบที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

วิทยานิพนธ์ ศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรค์อาร์ตทอย กรุงเทพมหานคร
ผู้แต่ง: คัคนา ด้วงอินทร์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 0

โครงการศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรค์อาร์ตทอย กรุงเทพฯ เริ่มต้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับกลุ่มศิลปินไทย นักออกแบบ และนักสะสมอาร์ตทอย และมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัตถุประสงค์ของโครงการคือการจัดตั้งศูนย์กลางที่รวมพื้นที่ทำงาน สตูดิโอ เวิร์กช็อป และแกลเลอรี่ไว้ในอาคารเดียว ซึ่งสามารถส่งเสริมการพัฒนาผลงานและส่งเสริมชุมชนศิลปินในกรุงเทพฯ โครงการนี้จัดขึ้นโดยกรอบแนวคิดของ Creative Hub และ Co-Working Space และขยายไปยัง Digital Fabrication Lab (การพิมพ์ 3 มิติ / CNC), Content Creation Studio สื่อดิจิทัล, Marketplace & Auction Space การซื้อขายอาร์ตทอยทั้งแบบกายภาพและ NFT สถานที่ที่เราสามารถเปิดธุรกิจสร้างสรรค์ที่สามารถตอบสนองการพัฒนาตลาดอาร์ตทอย แนวคิดการออกแบบที่ยืดหยุ่นและการออกแบบโครงสร้างที่สามารถถอดประกอบ ปรับเปลี่ยน และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ พื้นที่จะสามารถรองรับกิจกรรมหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิทรรศการชั่วคราวไปจนถึงการทำกิจกรรมขนาดใหญ่ ดังนั้นแนวคิดนี้สามารถนำมาใช้กับโครงการ โดยการออกแบบโครงสร้างและระบบภายในของพื้นที่เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โครงการตั้งอยู่ในเขตพญาไทของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมต่อกับใจกลางเมือง (CBD) รวมถึงเขตการศึกษา เช่น พญาไท และใกล้เคียงกับสยาม จึงมีศักยภาพสูงในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีการเชื่อมต่อกับบริการขนส่งมวลชน เช่น สถานี BTS พญาไท และ Airport Rail Link ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ใช้ทั้งในเมืองและจากจังหวัดอื่น ๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยโดยตรงในการสร้างศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรรค์อาร์ตทอย เนื่องจากจะสร้าง "ระบบนิเวศสร้างสรรค์" จากศูนย์เชื่อมโยงศิลปิน ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และจะเปลี่ยนอาคารจากพื้นที่ทำงานเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งสามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมอาร์ตทอยของไทยในระดับเมืองและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์ฝึกศิลปินครบวงจร
ผู้แต่ง: ณิชาลักษณ์ เซ่งง่าย ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 1

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กระแสอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ “K-pop” ได้สร้างอิทธิพลต่อวัฒนธรรมร่วมสมัยทั่วโลก ผ่านระบบการฝึกฝนศิลปินอย่างเข้มข้นและมีมาตรฐานระดับสากล แนวทาง “Trainee System” ของค่ายบันเทิงเกาหลี เช่น SM, JYP, YG และ HYBE ได้กลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย นำมาปรับใช้ในกระบวนการสร้างศิลปินรุ่นใหม่ ความนิยมนี้ได้ส่งผลให้เกิดโรงเรียนสอนเต้น ร้องเพลง และคลาสพัฒนาบุคลิกภาพจำนวนมากในไทย ทว่าการฝึกส่วนใหญ่ยังแยกเป็นรายวิชาเฉพาะทางและขาดการเชื่อมโยงเป็นระบบครบวงจร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเยาวชนที่ต้องการเติบโตเป็นศิลปินอาชีพอย่างแท้จริง โครงการ “The Idol Academy: ศูนย์ฝึกศิลปินครบวงจร” จึงถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิดการต่อยอดระบบฝึกฝนศิลปินแบบเกาหลี ให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมและสังคมไทย โดยใช้แนวคิดหลัก “From Practice to Performance” — จากพื้นที่ฝึกฝนสู่พื้นที่แสดงออก — เป็นกรอบในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ส่งเสริมทั้งกระบวนการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการพัฒนาตัวตนของเยาวชน โครงการอ้างอิงทฤษฎี Performative Architecture, Creative Learning Space และ Safe Space for Youth พร้อมศึกษากรณีตัวอย่างจากสถาบันจริง เช่น Superstar College of Arts (SCA), Next Idol Academy, และ 64 SixtyFour Studio เพื่อประยุกต์ใช้แนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาอาคารและระบบฝึกฝนในบริบทไทย โครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก ภายในประกอบด้วยฟังก์ชันหลัก ได้แก่ พื้นที่ฝึกซ้อม (Training Zone), สตูดิโอผลิตผลงาน (Production Zone), เวทีแสดงและออดิชัน (Performance Zone) รวมถึงพื้นที่สาธารณะและคาเฟ่สำหรับการมีส่วนร่วมของชุมชน เจ้าของโครงการคือองค์กรเอกชนร่วมกับกลุ่มพัฒนาศิลปินในประเทศไทย โดยมีผู้ใช้อาคารหลักเป็นเยาวชน นักเรียนศิลปิน ครูฝึก และโปรดิวเซอร์ โครงการนี้มุ่งหมายให้สถาปัตยกรรมเป็นกลไกสนับสนุน “การเติบโตของศิลปินยุคใหม่” อย่างสมบูรณ์ทั้งในมิติของอาชีพ พื้นที่ และความฝัน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์การเรียนรู้การสื่อสารและสัมผัสผ่านความเงียบ
ผู้แต่ง: อัยย์นา ร็อบบานี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 1 Full Text

ในโลกที ่ขับเคลื ่อนด้วยเสียง การสื ่อสารด้วยภาษามือของผู ้พิการทางการได้ยินกลับถูก มองข้าม แม้พวกเขาจะมีศักยภาพในการแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์ และมีระบบการสื ่อสารของ ตนเอง แต่กลับถูกแยกออกจากกระแสการสื ่อสารหลักของสังคมโดยไม่รู ้ตัว ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ พิการทางการได้ยินจดทะเบียนมากกว่า 400,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึง ความจำเป็นในการออกแบบพื ้นที ่ที ่เข้าใจและรองรับการสื ่อสารของผู ้ใช้กลุ ่มนี ้ โครงการจึงมุ ่งพัฒนา พื ้นที ่ต้นแบบที ่เปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เรียนรู ้ ทำความเข้าใจ และสัมผัส “อีกภาษาหนึ่งของ มนุษย์” ผ่านความเงียบ ประเด็นสำคัญของการออกแบบคือ สถาปัตยกรรมทั ่วไปยังไม่เอื ้อต่อการสื ่อสารทางสายตา และการรับรู ้ผ่านประสาทสัมผัสอื ่นของผู ้พิการทางการได้ยิน โครงการจึงพัฒนาแนวคิดโดยอ้างอิง DeafSpace Design Guidelines ซึ ่งเน้นการจัดการแสง เงา และมิติของพื ้นที ่เพื ่อสนับสนุนการ มองเห็นภาษามืออย่างชัดเจน ควบคู่กับหลักการ Universal Design ที่ส่งเสริมความเท่าเทียมของผู้ใช้ ทุกกลุ ่ม อีกทั ้งยังประยุกต์ใช้แนวคิด Human-Centric Lighting และ Multisensory Perception Theory เพื ่อสร้างบรรยากาศที ่เอื ้อต่อการรับรู ้ผ่านแสงและการสัมผัสอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมี กรณีศึกษา เช่น Gallaudet University และ Museum of the Senses เป็นแนวทางในการ สังเคราะห์การออกแบบ โครงการ “ศูนย์การเรียนรู ้การสื ่อสารและสัมผัสผ่านความเงียบ” ตั ้งอยู ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์ ภายในประกอบด้วยโซนนิทรรศการถาวร พื ้นที ่เรียนรู ้ภาษามือ เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง และพื ้นที ่พักผ่อนที ่เชื ่อมโยงกับ ธรรมชาติ รวมพื ้นที ่ใช้สอยประมาณ 4,166.5 ตารางเมตร กลุ ่มผู ้ใช้งานหลัก ได้แก่ ผู ้พิการทางการได้ ยิน ครอบครัว ประชาชนทั่วไป และนักเรียน–นักศึกษา แนวทางการออกแบบมุ ่งสร้างประสบการณ์ การเรียนรู ้ผ่านแสง การเคลื ่อนไหว และการสัมผัส เพื ่อเชื ่อมโยง “โลกของความเงียบ” สู ่ความเข้าใจ ร่วมกันของสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

วิทยานิพนธ์ อมตะสสารพิพิธภัณฑ์
ผู้แต่ง: นาซีร สุทธิกาญจน์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 3

ในปัจจุบัน ปัญหามลภาวะจากสิ่งที่ไม่ย่อยสลายได้กลายเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่ค่อยๆทวีความรุนแรงและแพร่กระจายไปในทุกมิติของสิ่งแวดล้อม วัสดุสังเคราะห์โดยเฉพาะพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ได้กลายเป็นสสารที่คงอยู่ยาวนานเกินกว่าขอบเขตของการใช้งาน ส่งผลให้เกิดการสะสมในระบบนิเวศทางธรรมชาติ ทั้งในดิน น้ำ และอากาศ มลภาวะดังกล่าวไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังย้อนกลับมาส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ผ่านการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกและสารเคมีที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก และความจำเป็นในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นการตระหนักรู้ร่วมกันในระดับสังคม อมตะสสารพิพิธภัณฑ์ โครงการสถาปัตยกรรมเชิงแนวคิดที่มีเป้าหมายในการสื่อสารผลกระทบของมลภาวะจากสิ่งที่ไม่ย่อยสลาย ผ่านการออกแบบพื้นที่ที่บูรณาการระหว่างศาสตร์ของสถาปัตยกรรม ศิลปะ และสิ่งแวดล้อม พื้นที่ภายในพิพิธภัณฑ์ได้รับการออกแบบให้สร้างประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่สะท้อนวงจรชีวิตของสสาร ตั้งแต่การเกิดขึ้น การใช้งาน จนถึงการคงอยู่ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ โดยใช้แสง วัสดุ เสียง และการจัดองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม เพื่อให้ผู้เข้าชมเกิดการรับรู้และตั้งคำถามต่อผลของการกระทำของมนุษย์ที่ส่งต่อให้โลกในระยะยาว โครงการอมตะสสารพิพิธภัณฑ์มีประโยชน์เชิงวิชาการและสังคมในหลายมิติ ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้และกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คนให้เกิดความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนสร้างขึ้น รวมถึงการเป็นต้นแบบของการประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมในการสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมสมัย อันสามารถต่อยอดไปสู่การออกแบบเพื่อความยั่งยืนในระดับชุมชน เมือง และสังคมโดยรวม

วิทยานิพนธ์ ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลามตามมัซฮับทั้ง 4
ผู้แต่ง: วาศินีย์ อับดุลหละ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 2 Full Text

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีหลักศรัทธาเดียวกัน แต่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันมีความหลากหลายตามแนวทางของมัซฮับ ซึ่งในกลุ่มซุนนีแบ่งออกเป็น 4 แนวทางหลัก ได้แก่ ฮานาฟี มาลิกี ชาฟิอี และฮัมบะลี แต่ละมัซฮับมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ แนวคิด และวัฒนธรรมเฉพาะตน ในบริบทของสังคมไทย การเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของมัซฮับยังอยู่ในวงจำกัด ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักเพียงมัซฮับที่แพร่หลายในท้องถิ่น เช่น มัซฮับชาฟิอีในภาคใต้ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการยอมรับความหลากหลายทางศาสนาและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนภายในศาสนาเดียวกัน โครงการ ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลามตามมัซฮับทั้ง 4 จึงมุ่งสร้างพื้นที่กลางเพื่อการเรียนรู้ การอยู่ร่วมกัน และการยอมรับในความแตกต่างภายใต้หลักศรัทธาเดียวกัน โดยอ้างอิงแนวคิดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ และการออกแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ศูนย์การเรียนนรู้นี้ยังอ้างอิงกรณีศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้มัซฮับในต่างประเทศ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ และอ้างอิงข้อมูลจากประวัติความเป็นมาขอบรรดาอิหม่ามทั้ง 4 มาใช้ เพื่อให้สามารถพัฒนาพื้นที่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละมัซฮับและสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ศูนย์การเรียนรู้นี้ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณมัสยิดกลางจังหวัดสงขลา เป็นอาคารที่ออกแบบเพื่อรองรับฟังก์ชันที่หลากหลาย เช่น โซนเรียนรู้เฉพาะมัซฮับ ห้องอเนกประสงค์สำหรับสัมมนาและกิจกรรมชุมชน ห้องนิทรรศการ และพื้นที่สาธารณะสำหรับผู้เยี่ยมชม เจ้าของโครงการคือคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ผู้ใช้สอยหลักคือชุมชนมุสลิม เยาวชน และผู้สนใจศึกษาวัฒนธรรมอิสลาม รวมทั้งกลุ่มต่างศาสนานิกที่มีความสนใจในเรื่องนี้ อาคารจะถูกออกแบบเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะตัวของแต่ละมัซฮับ ทำให้ศูนย์การเรียนรู้นี้เป็นทั้งแหล่งศึกษาและจุดรวมชุมชนที่เชื่อมโยงความรู้ ศาสนา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

บทความวารสาร A Comparative Analysis of Lightweight CNN Architectures for Wi-Fi CSI-Based Fall Detection
ผู้แต่ง: Kawinthida Kingkaew, Jirawat Thaenthong, Thawatchai Suwanapong ปี: 2025 (ค.ศ.) VIEWS: 45

Fall detection for elderly care has gained substantial research attention, with Wi-Fi Channel State Information (CSI) emerging as a promising non-intrusive sensing modality that addresses privacy concerns associated with camera-based systems. However, the adoption of deep learning in this domain requires models that balance high accuracy with computational efficiency, enabling deployment on resource-constrained devices. This study presents a comparative analysis of four lightweight Convolutional Neural Network (CNN) architectures-MobileNetV2, MobileNetV3, EfficientNet-B0, and ShuffleNetV2-that has been presented for Wi-Fi CSI-based fall detection. The models were evaluated using classification metrics, including accuracy, loss, precision, recall, and F1-score, as well as efficiency metrics such as model size, parameter count, FLOPs, and inference time. Experimental results showed that the highest classification accuracy of 98.61% was achieved by EfficientNet-B0, along with the lowest loss and best F1-score (0.986), while a near-fastest inference time of 8.53 ms was maintained. This combination of predictive performance and computational efficiency has been demonstrated to highlight strong potential for practical, real-time fall detection applications. Meanwhile, ShuffleNetV2 achieved a comparable accuracy of 98.47% and an $F 1$-score of 0.985, with the fastest inference time of $\mathbf{7. 1 9}$ ms and a small model size of only 5.21 MB. These results indicate that ShuffleNetV2 provides an excellent trade-off between accuracy and computational cost, making it a highly suitable candidate for deployment on real-time edge devices.

วิทยานิพนธ์ ศูนย์การเรียนรู้ว่าวมลายู
ผู้แต่ง: อัลสิดดีก ปูเตะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 67

ว่าวมลายูเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีรากฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนในคาบสมุทรมลายู โดยในระยะแรกถูกใช้เพื่อการละเล่น การสื่อสาร และความเชื่อทางพิธีกรรม ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในด้านรูปทรง โครงสร้าง และลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ลวดลายใบไม้และพืชพื้นถิ่น องค์ความรู้นี้ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านครอบครัวและชุมชน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภาคใต้ของประเทศไทย รวมถึงจังหวัดสตูลที่ยังคงมีการอนุรักษ์และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับว่าวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าวัฒนธรรมว่าวมลายูมีแนวโน้มลดบทบาทลงตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวิถีชีวิตสมัยใหม่ ดังนั้นการอนุรักษ์จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยการสร้างพื้นที่เรียนรู้และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วม เช่น นิทรรศการ การสาธิต และเวิร์กชอป ซึ่งจะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างคุณค่าใหม่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โครงการนี้จึงเสนอการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ว่าวมลายูในจังหวัดสตูล โดยเลือกที่ตั้งในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้สะดวกและเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แนวคิดการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบกลุ่มของชุมชนมลายู ผสานกับรูปทรงโครงสร้างของว่าวและลวดลายพื้นถิ่น เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ โครงการประกอบด้วยพื้นที่จัดแสดง พื้นที่กิจกรรม และพื้นที่สาธารณะ มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา
ผู้แต่ง: อาฟิก แฮะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 70

ไม้ คือ วัสดุที่ใช้ในการประกอบสร้างบ้านเรือนของประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณ ไม้ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมช่างไม้และภูมิปัญญาที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น แสดงถึงรากเหง้าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อย่างไรก็ดีมีการส่งต่อวัฒนธรรมเหล่านี่กันในหมู่ครอบครัว สายสกุลช่าง ดังเช่น “สล่า” ในภาคเหนือ “ช่าง” ในภาคกลาง หรือ “ตูเก” ในภาคใต้โดยเฉพาะในชุมชนมลายู ปัจจุบันมีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ทันสมัยรวดเร็วและแข็งแรงทำให้ผู้คนหันไปเลือกวิธีการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการละทิ้งมรดกที่มีคุณค่าและขาดการสืบทอดส่งผลให้ให้องค์ความรู้ด้านช่างไม้หายไป “แล้วจะทำอย่างไรให้มรดกทางวัฒนธรรมของช่างไม้ยังคงอยู่และสืบสานต่อไปได้โดยเฉพาะในบริบทของมลายู?” ตูเก คือ ผู้รังสรรค์วัฒนธรรมช่างไม้ท้องถิ่นที่มีคุณค่าด้านสถาปัตยกรรม เช่น มัสยิดไม้วาดีลฮูเซ็น (มัสยิด300ปี) จังหวัดนราธิวาส หรือมัสยิดไม้อาโห (มัสยิด400ปี) จังหวัดปัตตานี อย่างไรก็ดี เมื่อตูเกไม่มีผู้การสืบสารและได้รับองค์ความรู้จึงส่งผลให้มัสยิดหรือสถาปัตยกรรมไม้อื่นๆ ขาดการดูแลซ่อมอย่างถูกวิธี รวมไปถึงขาดการต่อยอดความรู้ใหม่ในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นมลายูในอนาคต ในประญี่ปุ่นมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านช่างไม้ผ่านสถาปัตยกรรม ดังเช่น ศาลเจ้าอิเสะ มีการรื้อสร้างประกอบทุก 20 ปีให้คนรุ่นใหม่ได้มีความรู้การสร้างในรูปแบบพื้นถิ่นดั้งเดิม (ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข/2019) “หากจะส่งต่อภูมิปัญญาแบบชาวบ้านญี่ปุ่นในวัฒนธรรมมลายู ควรมีลักษณะอย่างไร?” ชุมชนห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เป็นชุมชนช่างไม้มุสลิม (แวกาจิ/2568) ที่มีการตั้งถิ่นฐาน จากการเปิดป่าโดยกลุ่มช่างไม้ชาวบ้านมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับไม้ในป่าและพัฒนาการสร้างบ้านแบบตนเอง ซึ่งชุมชนนี้ยังคงหลงเหลือภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านเทคนิคการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นโดยเฉพาะผู้มีความรู้ด้านช่างไม้ อาศัยศาสนสถานที่ทำหน้าที่รวมผู้คนเป็นเครื่องมือในการรักษาภูมิปัญญาไม้ท้องถิ่น โดยใช้การมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมัสยิดด้วยมือของชาวชุมชนการสร้างวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ยึดโย่งรูปแบบเดิม ทว่านำองค์ความรู้ต่อยอดเป็นสถาปัตยกรรมมัสยิดไม้ร่วมสมัยเหมาะกับคนปัจจุบันและสร้างโดยคนปัจจุบัน (ยางนาสตูดิโอ,2023) โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา เป็นโครงการที่มีแนวคิดที่จะส่งต่อองค์ความรู้ผ่านผู้คนในชุมชน โดยอาศัยเทคนิควิธีแบบชาวบ้านในการก่อร่างสร้างสถาปัตยกรรมมัสยิด ในโครงการใช้พื้นที่มัสยิดเดิมและต่อขยายเพิ่มพื้นที่ก่อสร้างจำนวน 4.7 ไร่จากการบริจาคที่ดินของชาวชุมชนรวมไปถึงการได้รับแหล่งทุนจากภายนอก โครงการประกอบด้วยมัสยิดไม้ทำมือรองรับการละหมาด พื้นที่ลานกิจกรรมพิเศษและรองรับการละหมาดในวันสำคัญ โครงการวางแผนในการรื้อมัสยิดหลังเดิม โดยการเริ่มปลูกไม้หลุมพอ46ต้นและไม้ตะเคียน26ต้น เมื่อครบ20-40ปี จะมีการโค่นไม้และรื้อถอนมัสยิดหลังเดิม และนำมาปูพื้นเป็นฐานรากของมัสยิดไม้ตะเคียนจะถูกทำเป็นโครงสร้าง และไม้หลุมพอจะถูกแปรรูปเป็นพื้น ฝ้า ของมัสยิด มัสยิดทำมือเป็นแนวหลักคิดในการก่อรูปด้วยวิธีและเทคนิกแบบท้องถิ่นที่มีความง่ายและตรงไปตรงมา ถอดประกอบได้เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านรวมกันโค่น แปรรูป และลาย และประกอบมัสยิดจะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เพื่อทุกคนและทุกช่วงวัย มีอาคารประกอบเป็นเป็นอาคารเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลาม ช่างไม้และห้องน้ำและที่อาบน้ำละหมาด ผลลัพธ์ คือ คู่มือประกอบมัสยิดที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกทางวัฒนะธรรมให้ผู้คนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมช่างไม้แบบตูเก สถาปัตยกรรมถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้ยั่งยืน