PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 15 รายการ
บทความวารสาร Shariah-Compliant Attributes and Muslims’ Intention to Visit Non-Muslim Countries
ผู้แต่ง: Ammarn Sodawan ปี: 2026 (ค.ศ.) VIEWS: 83

This study examined the influence of Shariah-oriented attributes on Indonesian Muslims’ intention to visit Thailand, which is a non-Muslim country. This stimulus–organism–response (SOR) model was used to examine the relationships between Shariah-oriented tangible and intangible attributes (stimulus), perceived halal safety and Muslim trust (organism), and visit intention (response). The data from 387 Indonesian Muslim respondents were analyzed using partial least squares structural equation modelling combined with Importance–Performance Map Analysis (IPMA). The results supported six of seven hypotheses establishing that Shariah-oriented attributes significantly influenced perceived halal safety, Muslim trust, and visit intention. Notably, perceived halal safety showed a significant direct negative effect on visit intention (β = −0.108, p < 0.05); it did not significantly mediate the relationship between Shariah-oriented attributes and visit intention (β = −0.049, p = 0.059). Muslim trust demonstrates a strong positive mediating effect (β = 0.236, p < 0.001). The IPMA results revealed that Shariah-oriented tangible attributes demonstrated both high importance and excellent performance, while intangible attributes showed high importance but moderate performance, indicating a priority area for improvement. These findings highlight that Muslim trust and tangible Shariah-compliant attributes are crucial for attracting Muslim tourists to non-Muslim destinations, providing valuable insights for tourism stakeholders.

วิทยานิพนธ์ ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลามตามมัซฮับทั้ง 4
ผู้แต่ง: วาศินีย์ อับดุลหละ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 12 Full Text

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีหลักศรัทธาเดียวกัน แต่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันมีความหลากหลายตามแนวทางของมัซฮับ ซึ่งในกลุ่มซุนนีแบ่งออกเป็น 4 แนวทางหลัก ได้แก่ ฮานาฟี มาลิกี ชาฟิอี และฮัมบะลี แต่ละมัซฮับมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ แนวคิด และวัฒนธรรมเฉพาะตน ในบริบทของสังคมไทย การเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของมัซฮับยังอยู่ในวงจำกัด ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักเพียงมัซฮับที่แพร่หลายในท้องถิ่น เช่น มัซฮับชาฟิอีในภาคใต้ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการยอมรับความหลากหลายทางศาสนาและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนภายในศาสนาเดียวกัน โครงการ ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลามตามมัซฮับทั้ง 4 จึงมุ่งสร้างพื้นที่กลางเพื่อการเรียนรู้ การอยู่ร่วมกัน และการยอมรับในความแตกต่างภายใต้หลักศรัทธาเดียวกัน โดยอ้างอิงแนวคิดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ และการออกแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ศูนย์การเรียนนรู้นี้ยังอ้างอิงกรณีศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้มัซฮับในต่างประเทศ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ และอ้างอิงข้อมูลจากประวัติความเป็นมาขอบรรดาอิหม่ามทั้ง 4 มาใช้ เพื่อให้สามารถพัฒนาพื้นที่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละมัซฮับและสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ศูนย์การเรียนรู้นี้ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณมัสยิดกลางจังหวัดสงขลา เป็นอาคารที่ออกแบบเพื่อรองรับฟังก์ชันที่หลากหลาย เช่น โซนเรียนรู้เฉพาะมัซฮับ ห้องอเนกประสงค์สำหรับสัมมนาและกิจกรรมชุมชน ห้องนิทรรศการ และพื้นที่สาธารณะสำหรับผู้เยี่ยมชม เจ้าของโครงการคือคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ผู้ใช้สอยหลักคือชุมชนมุสลิม เยาวชน และผู้สนใจศึกษาวัฒนธรรมอิสลาม รวมทั้งกลุ่มต่างศาสนานิกที่มีความสนใจในเรื่องนี้ อาคารจะถูกออกแบบเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะตัวของแต่ละมัซฮับ ทำให้ศูนย์การเรียนรู้นี้เป็นทั้งแหล่งศึกษาและจุดรวมชุมชนที่เชื่อมโยงความรู้ ศาสนา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา
ผู้แต่ง: อาฟิก แฮะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 75

ไม้ คือ วัสดุที่ใช้ในการประกอบสร้างบ้านเรือนของประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณ ไม้ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมช่างไม้และภูมิปัญญาที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น แสดงถึงรากเหง้าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อย่างไรก็ดีมีการส่งต่อวัฒนธรรมเหล่านี่กันในหมู่ครอบครัว สายสกุลช่าง ดังเช่น “สล่า” ในภาคเหนือ “ช่าง” ในภาคกลาง หรือ “ตูเก” ในภาคใต้โดยเฉพาะในชุมชนมลายู ปัจจุบันมีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ทันสมัยรวดเร็วและแข็งแรงทำให้ผู้คนหันไปเลือกวิธีการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการละทิ้งมรดกที่มีคุณค่าและขาดการสืบทอดส่งผลให้ให้องค์ความรู้ด้านช่างไม้หายไป “แล้วจะทำอย่างไรให้มรดกทางวัฒนธรรมของช่างไม้ยังคงอยู่และสืบสานต่อไปได้โดยเฉพาะในบริบทของมลายู?” ตูเก คือ ผู้รังสรรค์วัฒนธรรมช่างไม้ท้องถิ่นที่มีคุณค่าด้านสถาปัตยกรรม เช่น มัสยิดไม้วาดีลฮูเซ็น (มัสยิด300ปี) จังหวัดนราธิวาส หรือมัสยิดไม้อาโห (มัสยิด400ปี) จังหวัดปัตตานี อย่างไรก็ดี เมื่อตูเกไม่มีผู้การสืบสารและได้รับองค์ความรู้จึงส่งผลให้มัสยิดหรือสถาปัตยกรรมไม้อื่นๆ ขาดการดูแลซ่อมอย่างถูกวิธี รวมไปถึงขาดการต่อยอดความรู้ใหม่ในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นมลายูในอนาคต ในประญี่ปุ่นมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านช่างไม้ผ่านสถาปัตยกรรม ดังเช่น ศาลเจ้าอิเสะ มีการรื้อสร้างประกอบทุก 20 ปีให้คนรุ่นใหม่ได้มีความรู้การสร้างในรูปแบบพื้นถิ่นดั้งเดิม (ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข/2019) “หากจะส่งต่อภูมิปัญญาแบบชาวบ้านญี่ปุ่นในวัฒนธรรมมลายู ควรมีลักษณะอย่างไร?” ชุมชนห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เป็นชุมชนช่างไม้มุสลิม (แวกาจิ/2568) ที่มีการตั้งถิ่นฐาน จากการเปิดป่าโดยกลุ่มช่างไม้ชาวบ้านมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับไม้ในป่าและพัฒนาการสร้างบ้านแบบตนเอง ซึ่งชุมชนนี้ยังคงหลงเหลือภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านเทคนิคการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นโดยเฉพาะผู้มีความรู้ด้านช่างไม้ อาศัยศาสนสถานที่ทำหน้าที่รวมผู้คนเป็นเครื่องมือในการรักษาภูมิปัญญาไม้ท้องถิ่น โดยใช้การมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมัสยิดด้วยมือของชาวชุมชนการสร้างวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ยึดโย่งรูปแบบเดิม ทว่านำองค์ความรู้ต่อยอดเป็นสถาปัตยกรรมมัสยิดไม้ร่วมสมัยเหมาะกับคนปัจจุบันและสร้างโดยคนปัจจุบัน (ยางนาสตูดิโอ,2023) โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา เป็นโครงการที่มีแนวคิดที่จะส่งต่อองค์ความรู้ผ่านผู้คนในชุมชน โดยอาศัยเทคนิควิธีแบบชาวบ้านในการก่อร่างสร้างสถาปัตยกรรมมัสยิด ในโครงการใช้พื้นที่มัสยิดเดิมและต่อขยายเพิ่มพื้นที่ก่อสร้างจำนวน 4.7 ไร่จากการบริจาคที่ดินของชาวชุมชนรวมไปถึงการได้รับแหล่งทุนจากภายนอก โครงการประกอบด้วยมัสยิดไม้ทำมือรองรับการละหมาด พื้นที่ลานกิจกรรมพิเศษและรองรับการละหมาดในวันสำคัญ โครงการวางแผนในการรื้อมัสยิดหลังเดิม โดยการเริ่มปลูกไม้หลุมพอ46ต้นและไม้ตะเคียน26ต้น เมื่อครบ20-40ปี จะมีการโค่นไม้และรื้อถอนมัสยิดหลังเดิม และนำมาปูพื้นเป็นฐานรากของมัสยิดไม้ตะเคียนจะถูกทำเป็นโครงสร้าง และไม้หลุมพอจะถูกแปรรูปเป็นพื้น ฝ้า ของมัสยิด มัสยิดทำมือเป็นแนวหลักคิดในการก่อรูปด้วยวิธีและเทคนิกแบบท้องถิ่นที่มีความง่ายและตรงไปตรงมา ถอดประกอบได้เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านรวมกันโค่น แปรรูป และลาย และประกอบมัสยิดจะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เพื่อทุกคนและทุกช่วงวัย มีอาคารประกอบเป็นเป็นอาคารเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลาม ช่างไม้และห้องน้ำและที่อาบน้ำละหมาด ผลลัพธ์ คือ คู่มือประกอบมัสยิดที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกทางวัฒนะธรรมให้ผู้คนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมช่างไม้แบบตูเก สถาปัตยกรรมถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้ยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์สืบทอดภูมิปัญญาอิสลามและชุมชนแห่งศรัทธา เชคดาวุด อัลฟาฏอนีย์ บ้านบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
ผู้แต่ง: ฮันซอละห์ สามะอะกา ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 22

ปัจจุบัน “ปอเนาะ” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามแบบจารีตที่มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมศรัทธาและสร้างคุณธรรมแก่ชุมชนมุสลิมในอดีต ได้ลดบทบาทลงจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ เยาวชนรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่าศาสนาเป็นเรื่องห่างไกล และรูปแบบการเรียนรู้แบบดั้งเดิมไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย ขณะเดียวกัน การจากไปของบรรดาโต๊ะครูหรืออุลามะผู้เป็นแหล่งองค์ความรู้ ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญหายของภูมิปัญญาอิสลามท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ “สืบทอดและต่อยอด” เจตนารมณ์ของ เชคดาวุด อัลฟาฏอนีย์ อุลามะผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ศาสนาในแหลมมลายู ผ่านการออกแบบ “ศูนย์สืบทอดภูมิปัญญาอิสลามและชุมชนแห่งศรัทธา” ให้เป็นต้นแบบของ “ปอเนาะร่วมสมัย” ที่ผสานการเรียนรู้แบบจารีต (กีตาบ) เข้ากับรูปแบบการเรียนรู้สมัยใหม่ โดยจัดให้มีระบบการเรียนรู้แบบหมุนเวียนของอุลามะ (Rotational Knowledge Sharing) เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความหลากหลายขององค์ความรู้ แนวคิดหลักของโครงการคือ Sense of Belonging ซึ่งมุ่งสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งระหว่างมนุษย์ ชุมชน และศรัทธา โดยพัฒนาแนวคิดผ่านการตีความ Barakah (ความจำเริญงอกงาม) ให้เป็นภาษาทางสถาปัตยกรรม เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีคุณค่าและความหมายมากกว่าการใช้งานเชิงกายภาพ กระบวนการออกแบบอาศัยการวิเคราะห์วิถีชีวิตของชุมชน สถาปัตยกรรมอิสลาม และกิจกรรมทางศาสนา มาพัฒนาเป็นลำดับพื้นที่ (Spatial Sequence) และการเปลี่ยนผ่านของบรรยากาศ (Gradual Transition) จากพื้นที่สาธารณะไปสู่พื้นที่แห่งการใคร่ครวญทางจิตวิญญาณ ที่ตั้งโครงการอยู่ในตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยมี “บ่อน้ำของเชคดาวุด” เป็นศูนย์รวมศรัทธา โครงการประกอบด้วยสถาบันปอเนาะ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ศูนย์อุลามะ และพื้นที่ชุมชน ออกแบบให้เปิดเข้าถึงได้ทุกคน พร้อมประยุกต์แนวคิดสถาปัตยกรรมยั่งยืน ผ่านการยกพื้นอาคาร การระบายอากาศตามธรรมชาติ และการใช้วัสดุท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และจิตวิญญาณอย่างยั่งยืน.

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบเชิงทดลองพื้นที่ทางสังคมชาวแวรุงนายูพลัดถิ่น ย่านรามคำแหง 53 กรุงเทพมหานคร
ผู้แต่ง: อัลล์อามีน ดาโอะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 23

ปรากฏการณ์การย้ายถิ่นสู่เมืองของ “ผู้ไม่คุ้นเมือง” หรือประชากรแฝง เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขยายตัวของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไทย ผลสำรวจจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจพบว่ากว่าร้อยละ 50 ของประชากรในเมืองเป็นผู้ที่ย้ายมาจากต่างจังหวัดเพื่อการศึกษา การทำงาน หรือการอยู่อาศัย (Garip & Curran, 2014) สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาเมืองให้สามารถรองรับและตอบสนองต่อความต้องการของประชากรที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตเมืองเป็นครั้งแรก ซึ่งรวมถึงกลุ่มเยาวชนมลายูในย่านรามคำแหง กลุ่มเยาวชนมลายู หรือที่เรียกในภาษาพื้นถิ่นว่า “แวรุงนายู” คือเยาวชนมลายูจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในย่านรามคำแหง เพื่อแสวงหาโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ พร้อมทั้งนำวิถีชีวิต ภาษา และอัตลักษณ์ของตนมาก่อรูปเป็น “ชุมชนมลายูกลางเมือง” ที่มีลักษณะของการ “ร่วมฝัน” และ “ร่วมสู้” อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพมหานครจะมีการจัดเตรียมพื้นที่สาธารณะรองรับกิจกรรมอย่างหลากหลาย เช่น ตลาดนัด สวนสาธารณะ หรือพื้นที่เปิดโล่งต่าง ๆ แต่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงของแวรุงนายู ซึ่งประกอบด้วยการเรียน การทำงานเพื่อส่งเสียตนเอง และการพักผ่อนที่มีช่วงเวลาแตกต่างกัน ส่งผลให้ “พื้นที่ทางสังคม” ในความหมายเชิงวัฒนธรรมเดิมไม่สามารถเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะหลักของเมืองได้ หากแต่ไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กหรือพื้นที่เศษเหลือของเมือง เช่น ตรอก ซอกซอย หรือพื้นที่ริมคลองแสนแสบ ในรูปแบบของร้านน้ำชาและร้านอาหารพื้นถิ่น ซึ่งสะท้อนการปรับตัวของวัฒนธรรมในบริบทเมืองร่วมสมัย ทั้งนี้ แนวคิดการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงผู้คนสามารถพบได้ในงานออกแบบร่วมสมัย ดังเช่น ในสหรัฐอเมริกา Heatherwick Studio ได้ออกแบบ Little Island Park (2021) พื้นที่สาธารณะที่ทำให้ผู้คนเมืองรู้สึกเป็นชุมชน และในประเทศญี่ปุ่น Nishizawa ได้ออกแบบ Teshima Art Museum (2010) สถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสงบร่วมกันของผู้คน ซึ่งล้วนมุ่งสร้างประสบการณ์ร่วมและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในบริบทเมือง โครงการออกแบบเชิงทดลองพื้นที่ทางสังคมชาวแวรุงนายูพลัดถิ่น ย่านรามคำแหง 53 กรุงเทพมหานคร จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง “พื้นที่ทางสังคม” สำหรับคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มแวรุงนายู ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงมนุษย์กับสังคมและชุมชนเสมือนอย่างไร้ข้อจำกัดด้านศาสนา ความเชื่อ และเพศสภาพ ภายในโครงการประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ทางสังคมมลายู (Nayu Space) เช่น ร้านน้ำชาและร้านซักผ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ของการพบปะในชีวิตประจำวัน พื้นที่เรียนรู้ (Every Dream Space) สำหรับการต่อยอดความรู้และความฝัน และพื้นที่สงบสุขร่วมกัน (Stillness Space) ที่ส่งเสริมสมดุลทางจิตใจ โดยแนวคิดการออกแบบ “นายู พื้นที่จริง ของคนจริง” มุ่งเน้นการมองเห็นความงามของชีวิตตามความเป็นจริง (As it is) ผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางการสัญจรของผู้คนในเมือง เพื่อสร้างตรอกขนาดเล็กและกระจายกลุ่มอาคารจำนวน 6 หลังตามสเกลของตึกแถวเมือง เปิดมุมมองสู่บริบทโดยรอบอย่างตรงไปตรงมา อันนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตเมือง สังคม จิตใจ และพัฒนาเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมเพื่อการเยียวยาอย่างยั่งยืนในอนาคต

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ตำบลหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา
ผู้แต่ง: อบาดี้ ปาตี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 41

จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านพหุวัฒนธรรม โดยมีชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน “ตำบลหน้าถ้ำ” นับเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ทั้งในด้านแหล่งโบราณสถาน เช่น วัดคูหาภิมุข วิถีชีวิตชุมชน และแหล่งผลิตสินค้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ อาทิ ผ้าสีมายา และผลิตภัณฑ์ OTOP อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังขาดการพัฒนาในด้านระบบบริการนักท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน และแหล่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การใช้ประโยชน์พื้นที่ยังไม่เต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดพื้นที่ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม การแสดง และการจำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรายได้และการเผยแพร่อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชนที่สามารถรองรับการใช้งานร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรม การเรียนรู้ และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ผ่านแนวคิดการออกแบบเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงพื้นที่และกิจกรรมเข้าด้วยกันในลักษณะโครงข่าย เพื่อกระจายการใช้งานและสร้างเส้นทางการเรียนรู้ภายในพื้นที่ โครงการได้กำหนดพื้นที่ตั้งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ 1 พื้นที่ต้อนรับและศูนย์รวมการเรียนรู้ กิจกรรมหลักสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว พื้นที่ 2 พื้นที่เชื่อมต่อโครงการกับบริบทโดยรอบ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่บริการและพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่ 3 พื้นที่สนับสนุนกิจกรรมดั้งเดิมและส่งเสริมอัตลักษณ์ของชุมชน รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ แนวทางการออกแบบให้ความสำคัญกับบริบททางกายภาพ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยนำแนวคิดสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นร่วมสมัยมาประยุกต์ใช้ ผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยและมลายูให้เกิดความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม ขณะเดียวกันได้มีการออกแบบให้เกิดความร่วมสมัยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพื้นที่ การวางผังโครงการคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติและใช้ศักยภาพของพื้นที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับภัยพิบัติและส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว ผลลัพธ์ของโครงการจึงมุ่งหวังให้สถาปัตยกรรมเป็นกลไกในการเชื่อมโยงชุมชน วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ พื้นที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็ก จังหวัดชลบุรี
ผู้แต่ง: นิศาชล นุ่นแก้ว ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 39

ในปัจจุบันพบว่าปัญหาการละเลยการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยในหลาย ๆ ด้าน อย่างเช่น ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลต่อเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในหลายครอบครัว เนื่องจากผู้ปกครองหลายท่านอาจใช้สื่อหน้าจอเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงดู ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านพัฒนาการที่ล่าช้า ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม และเด็กในช่วงวัย 1-12 ขวบ เป็นช่วงที่มีพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว จึงควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อสร้างรากฐานและคุณภาพที่แข็งแกร่งให้กับสังคมในอนาคต พื้นที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ คือ พื้นที่เรียนรู้ที่ออกแบบสภาพแวดล้อมและจัดเตรียมไว้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ และการพัฒนาทักษะต่าง ๆ โดยโครงการนี้ได้นำหลักปรัชญามอนเตสซอรี่มาปรับใช้ในกิจกรรมและในสถาปัตยกรรมเพื่อให้ส่งเสริมความเป็นอิสระและการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสภาพแวดล้อมที่ดี โครงการพื้นที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัยและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม โดยตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ประกอบไปด้วยพื้นที่ทำกิจกรรมสำหรับเด็กแบ่งตามช่วงวัย มีดังนี้ พื้นที่เล่นสำหรับเด็ก 1-2 ขวบ พื้นที่เล่นสำหรับเด็ก 3-5 ขวบ พื้นที่เล่นสำหรับเด็ก 6-12 ขวบ และพื้นที่เล่นร่วมกันทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิดการออกแบบให้พื้นที่เล่นสำหรับเด็กมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่พักคอยสำหรับผู้ปกครองและเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ไปพร้อมกับการเล่นอย่างสร้างสรรค์ และเพื่อให้อาคารยั่งยืนโดยการออกแบบหลังคาที่สามารถรองรับน้ำฝนและมีพื้นที่กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์กับโครงการ

คู่มือปฏิบัติงาน คู่มือปฏิบัติงาน เรื่อง งานเลขานุการผู้บริหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง
คู่มือปฏิบัติงาน คู่มือปฏิบัติงาน เรื่อง การทำรายงานการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง
ผู้แต่ง: ปิยมาศ ดีแก้ว ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 29
บทความในการประชุมวิชาการ การสร้างแพลตฟอร์มส่งคำขอใช้บริการสารสนเทศโดยใช้เครื่องมือไมโครซอฟต์ของห้องสมุด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง

การสร้างแพลตฟอร์มส่งคำขอใช้บริการสารสนเทศของห้องสมุดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับส่งคำขอใช้บริการสารสนเทศในรูปแบบของแบบฟอร์มดิจิทัล โดยนำเครื่องมือจากไมโครซอฟต์ ซึ่งประกอบด้วย Microsoft Forms, SharePoint และ Power Automate ที่ช่วยให้การขอใช้บริการสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา แพลตฟอร์มบริการของห้องสมุด จัดแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้ 1) บริการสนับสนุนการวิจัย 2) บริการทรัพยากรสารสนเทศ 3) บริการสมาชิกห้องสมุด และ 4) บริการอื่น ๆ ผู้ใช้สามารถกรอกข้อมูลคำขอใช้บริการผ่าน Microsoft Forms โดยข้อมูลถูกจัดเก็บใน SharePoint และใช้ Power Automate จัดการ Workflow เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและลดข้อผิดพลาด การประเมินผลของโครงการเป็นการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรที่ใช้บริการของห้องสมุดที่กรอกข้อมูลผ่านแบบฟอร์มดิจิทัล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ทาง Microsoft Form สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) และอัตราส่วนร้อยละ (Percentage) ผู้ใช้ห้องสมุดมีความพึงพอใจต่อแพลตฟอร์มส่งคำขอใช้บริการในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะในด้านความเร็วในการตอบสนองของแบบฟอร์ม การพัฒนาแพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้ห้องสมุดสามารถให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีความสอดคล้องกับการใช้งานในยุคดิจิทัล