PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 26 รายการ
บทความวารสาร Shariah-Compliant Attributes and Muslims’ Intention to Visit Non-Muslim Countries
ผู้แต่ง: Ammarn Sodawan ปี: 2026 (ค.ศ.) VIEWS: 83

This study examined the influence of Shariah-oriented attributes on Indonesian Muslims’ intention to visit Thailand, which is a non-Muslim country. This stimulus–organism–response (SOR) model was used to examine the relationships between Shariah-oriented tangible and intangible attributes (stimulus), perceived halal safety and Muslim trust (organism), and visit intention (response). The data from 387 Indonesian Muslim respondents were analyzed using partial least squares structural equation modelling combined with Importance–Performance Map Analysis (IPMA). The results supported six of seven hypotheses establishing that Shariah-oriented attributes significantly influenced perceived halal safety, Muslim trust, and visit intention. Notably, perceived halal safety showed a significant direct negative effect on visit intention (β = −0.108, p < 0.05); it did not significantly mediate the relationship between Shariah-oriented attributes and visit intention (β = −0.049, p = 0.059). Muslim trust demonstrates a strong positive mediating effect (β = 0.236, p < 0.001). The IPMA results revealed that Shariah-oriented tangible attributes demonstrated both high importance and excellent performance, while intangible attributes showed high importance but moderate performance, indicating a priority area for improvement. These findings highlight that Muslim trust and tangible Shariah-compliant attributes are crucial for attracting Muslim tourists to non-Muslim destinations, providing valuable insights for tourism stakeholders.

วิทยานิพนธ์ สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อธุรกิจนางงาม
ผู้แต่ง: วนัสนันท์ จันทวงศ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 9

สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อธุรกิจนางงาม จะเป็นที่ให้ผู้มีความสนใจในการประกวดเพื่อสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมการเติบโตทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ และทักษะทางสังคมแก่ผู้ที่สนใจเข้าสู่วงการนางงามและนายแบบ โดยตอบสนองต่อแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของวงการความงาม แฟชั่น และศิลปะการแสดงออก พื้นที่โครงการจึงออกแบบให้เป็นทั้งสถาบันการฝึกอบรมและพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจเพื่อฝึกอบรมทางกายภาพ การพัฒนาบุคลิกภาพ การสื่อสาร รวมถึงการสร้าง ความมั่นใจในตนเอง และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สร้างโอกาส ส่งเสริมอาชีพ และพื้นที่ต้นแบบที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

วิทยานิพนธ์ ศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรค์อาร์ตทอย กรุงเทพมหานคร
ผู้แต่ง: คัคนา ด้วงอินทร์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 11

โครงการศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรค์อาร์ตทอย กรุงเทพฯ เริ่มต้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับกลุ่มศิลปินไทย นักออกแบบ และนักสะสมอาร์ตทอย และมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัตถุประสงค์ของโครงการคือการจัดตั้งศูนย์กลางที่รวมพื้นที่ทำงาน สตูดิโอ เวิร์กช็อป และแกลเลอรี่ไว้ในอาคารเดียว ซึ่งสามารถส่งเสริมการพัฒนาผลงานและส่งเสริมชุมชนศิลปินในกรุงเทพฯ โครงการนี้จัดขึ้นโดยกรอบแนวคิดของ Creative Hub และ Co-Working Space และขยายไปยัง Digital Fabrication Lab (การพิมพ์ 3 มิติ / CNC), Content Creation Studio สื่อดิจิทัล, Marketplace & Auction Space การซื้อขายอาร์ตทอยทั้งแบบกายภาพและ NFT สถานที่ที่เราสามารถเปิดธุรกิจสร้างสรรค์ที่สามารถตอบสนองการพัฒนาตลาดอาร์ตทอย แนวคิดการออกแบบที่ยืดหยุ่นและการออกแบบโครงสร้างที่สามารถถอดประกอบ ปรับเปลี่ยน และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ พื้นที่จะสามารถรองรับกิจกรรมหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิทรรศการชั่วคราวไปจนถึงการทำกิจกรรมขนาดใหญ่ ดังนั้นแนวคิดนี้สามารถนำมาใช้กับโครงการ โดยการออกแบบโครงสร้างและระบบภายในของพื้นที่เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โครงการตั้งอยู่ในเขตพญาไทของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมต่อกับใจกลางเมือง (CBD) รวมถึงเขตการศึกษา เช่น พญาไท และใกล้เคียงกับสยาม จึงมีศักยภาพสูงในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีการเชื่อมต่อกับบริการขนส่งมวลชน เช่น สถานี BTS พญาไท และ Airport Rail Link ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ใช้ทั้งในเมืองและจากจังหวัดอื่น ๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยโดยตรงในการสร้างศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรรค์อาร์ตทอย เนื่องจากจะสร้าง "ระบบนิเวศสร้างสรรค์" จากศูนย์เชื่อมโยงศิลปิน ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และจะเปลี่ยนอาคารจากพื้นที่ทำงานเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งสามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมอาร์ตทอยของไทยในระดับเมืองและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ ศูนย์ฝึกศิลปินครบวงจร
ผู้แต่ง: ณิชาลักษณ์ เซ่งง่าย ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 12

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กระแสอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ “K-pop” ได้สร้างอิทธิพลต่อวัฒนธรรมร่วมสมัยทั่วโลก ผ่านระบบการฝึกฝนศิลปินอย่างเข้มข้นและมีมาตรฐานระดับสากล แนวทาง “Trainee System” ของค่ายบันเทิงเกาหลี เช่น SM, JYP, YG และ HYBE ได้กลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย นำมาปรับใช้ในกระบวนการสร้างศิลปินรุ่นใหม่ ความนิยมนี้ได้ส่งผลให้เกิดโรงเรียนสอนเต้น ร้องเพลง และคลาสพัฒนาบุคลิกภาพจำนวนมากในไทย ทว่าการฝึกส่วนใหญ่ยังแยกเป็นรายวิชาเฉพาะทางและขาดการเชื่อมโยงเป็นระบบครบวงจร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเยาวชนที่ต้องการเติบโตเป็นศิลปินอาชีพอย่างแท้จริง โครงการ “The Idol Academy: ศูนย์ฝึกศิลปินครบวงจร” จึงถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิดการต่อยอดระบบฝึกฝนศิลปินแบบเกาหลี ให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมและสังคมไทย โดยใช้แนวคิดหลัก “From Practice to Performance” — จากพื้นที่ฝึกฝนสู่พื้นที่แสดงออก — เป็นกรอบในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ส่งเสริมทั้งกระบวนการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการพัฒนาตัวตนของเยาวชน โครงการอ้างอิงทฤษฎี Performative Architecture, Creative Learning Space และ Safe Space for Youth พร้อมศึกษากรณีตัวอย่างจากสถาบันจริง เช่น Superstar College of Arts (SCA), Next Idol Academy, และ 64 SixtyFour Studio เพื่อประยุกต์ใช้แนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาอาคารและระบบฝึกฝนในบริบทไทย โครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก ภายในประกอบด้วยฟังก์ชันหลัก ได้แก่ พื้นที่ฝึกซ้อม (Training Zone), สตูดิโอผลิตผลงาน (Production Zone), เวทีแสดงและออดิชัน (Performance Zone) รวมถึงพื้นที่สาธารณะและคาเฟ่สำหรับการมีส่วนร่วมของชุมชน เจ้าของโครงการคือองค์กรเอกชนร่วมกับกลุ่มพัฒนาศิลปินในประเทศไทย โดยมีผู้ใช้อาคารหลักเป็นเยาวชน นักเรียนศิลปิน ครูฝึก และโปรดิวเซอร์ โครงการนี้มุ่งหมายให้สถาปัตยกรรมเป็นกลไกสนับสนุน “การเติบโตของศิลปินยุคใหม่” อย่างสมบูรณ์ทั้งในมิติของอาชีพ พื้นที่ และความฝัน

วิทยานิพนธ์ โครงการดีลักซ์พูลวิลล่ากลางน้ำ เขื่อนเชี่ยวหลาน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี
ผู้แต่ง: เอกอาทิตย์ เรืองรัศมี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 17

เขื่อนรัชชประภา ตั้งอยู่ที่ระหว่าง อ.พนม และ อ.ตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นเรียกว่าเขื่อนเชี่ยวหลาน ในอดีตเขื่อนเชี่ยวหลานเป็นที่ราบแอ่งกระทะ มีชุมชนและบ้านพักรวมมากกว่า 800 ครัวเรือนแต่เมื่อเข้าช่วงหน้าฝน ฝนตกหนักและพายุทำให้น้ำขังในพื้นที่แอ่งกระทะ ทำให้เกิดโครงการขื่อนกักเก็บน้ำ ณ พื้นที่ตรงนี้โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงแรกเป็นผู้คนในท้องถิ่นป็นผู้อาศัยอยู่รอบเขื่อนมาประกอบอาชีพต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเดินเรือการประมง การไฟฟ้า ต่อมาได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้ผู้คนมาสัมผัสประสบการณ์ในเขื่อนรัชชประภาแห่งนี้ ในเวลาต่อมาเขื่อนรัชชประภาได้พัฒนาพื้นที่ภายในไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บนสันเขื่อนที่จัดเป็นพื้นที่สาธารณะ ทั้งเป็นสวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน คาเฟ่ พื้นที่ตั้งแคมป์ คอร์สกอล์ฟ สำหรับพื้นที่บนบก ส่วนในน้ำมีการท่องเที่ยว ล่องเรือผ่านเกาะต่างๆ แวะเขาสามเกลอ ไปดูถ้ำต่างๆ ขึ้นแพพักอาศัย ได้เล่นน้ำและรับประทานอาหารท้องถิ่นในสุราษฎร์พร้อมชมความสวยงามของธรรมชาติในเขื่อนเชี่ยวหลานแห่งนี้ความเด่นของแพที่พักอาศัยกลางน้ำ ณ เขื่อนเชี่ยวหลาน คือการตัดตัวเองจากโลกภายนอกเพื่อเพิ่มพลังงานธรรมชาติ ลดพลังเทคโนโลยี เช่น แพ 500 ไร่ ที่ให้ผู้คนอยู่กับธรรมชาติโดยตัดสัญญาณ และเพิ่มการอยู่กับธรรมชาติ โครงการดีลักซ์พุลวิลล่ากลางน ้า อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อ.พนม จ.สุราษฎรธานี เพิ่มแลนด์มาร์ค แต่ในที่นี้เรียกว่า วอเตอร์มาร์ค แห่งใหม่ของเขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎรธานี เจ้าของโครงการโดยผู้จัดทำ ตั้งอยู่บริเวณน้ำนิ่งใกล้เกาะอนุรักษ์ผ่านแหล่งท่องเที่ยวหลัก รับรองกลุ่มผู้ใช้ประเภทครอบครัวเป้นหลักโดยมีประเภทห้อง1ประเภทสำหรับครอบครัวเป็นหลัก ดีลักซ์วิลล่าใช้แนวคิดการออกแบบเน้น PASSIVE DESIGN ใช้ธรรมชาตินำเข้าหา รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่นบวกกับโมเดิร์นโดยมุ่งเน้นความยั่งยืนด้านการอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

บทความวารสาร A Comparative Analysis of Lightweight CNN Architectures for Wi-Fi CSI-Based Fall Detection
ผู้แต่ง: Kawinthida Kingkaew, Jirawat Thaenthong, Thawatchai Suwanapong ปี: 2025 (ค.ศ.) VIEWS: 52

Fall detection for elderly care has gained substantial research attention, with Wi-Fi Channel State Information (CSI) emerging as a promising non-intrusive sensing modality that addresses privacy concerns associated with camera-based systems. However, the adoption of deep learning in this domain requires models that balance high accuracy with computational efficiency, enabling deployment on resource-constrained devices. This study presents a comparative analysis of four lightweight Convolutional Neural Network (CNN) architectures-MobileNetV2, MobileNetV3, EfficientNet-B0, and ShuffleNetV2-that has been presented for Wi-Fi CSI-based fall detection. The models were evaluated using classification metrics, including accuracy, loss, precision, recall, and F1-score, as well as efficiency metrics such as model size, parameter count, FLOPs, and inference time. Experimental results showed that the highest classification accuracy of 98.61% was achieved by EfficientNet-B0, along with the lowest loss and best F1-score (0.986), while a near-fastest inference time of 8.53 ms was maintained. This combination of predictive performance and computational efficiency has been demonstrated to highlight strong potential for practical, real-time fall detection applications. Meanwhile, ShuffleNetV2 achieved a comparable accuracy of 98.47% and an $F 1$-score of 0.985, with the fastest inference time of $\mathbf{7. 1 9}$ ms and a small model size of only 5.21 MB. These results indicate that ShuffleNetV2 provides an excellent trade-off between accuracy and computational cost, making it a highly suitable candidate for deployment on real-time edge devices.

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา
ผู้แต่ง: อาฟิก แฮะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 75

ไม้ คือ วัสดุที่ใช้ในการประกอบสร้างบ้านเรือนของประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณ ไม้ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมช่างไม้และภูมิปัญญาที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น แสดงถึงรากเหง้าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อย่างไรก็ดีมีการส่งต่อวัฒนธรรมเหล่านี่กันในหมู่ครอบครัว สายสกุลช่าง ดังเช่น “สล่า” ในภาคเหนือ “ช่าง” ในภาคกลาง หรือ “ตูเก” ในภาคใต้โดยเฉพาะในชุมชนมลายู ปัจจุบันมีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ทันสมัยรวดเร็วและแข็งแรงทำให้ผู้คนหันไปเลือกวิธีการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการละทิ้งมรดกที่มีคุณค่าและขาดการสืบทอดส่งผลให้ให้องค์ความรู้ด้านช่างไม้หายไป “แล้วจะทำอย่างไรให้มรดกทางวัฒนธรรมของช่างไม้ยังคงอยู่และสืบสานต่อไปได้โดยเฉพาะในบริบทของมลายู?” ตูเก คือ ผู้รังสรรค์วัฒนธรรมช่างไม้ท้องถิ่นที่มีคุณค่าด้านสถาปัตยกรรม เช่น มัสยิดไม้วาดีลฮูเซ็น (มัสยิด300ปี) จังหวัดนราธิวาส หรือมัสยิดไม้อาโห (มัสยิด400ปี) จังหวัดปัตตานี อย่างไรก็ดี เมื่อตูเกไม่มีผู้การสืบสารและได้รับองค์ความรู้จึงส่งผลให้มัสยิดหรือสถาปัตยกรรมไม้อื่นๆ ขาดการดูแลซ่อมอย่างถูกวิธี รวมไปถึงขาดการต่อยอดความรู้ใหม่ในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นมลายูในอนาคต ในประญี่ปุ่นมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านช่างไม้ผ่านสถาปัตยกรรม ดังเช่น ศาลเจ้าอิเสะ มีการรื้อสร้างประกอบทุก 20 ปีให้คนรุ่นใหม่ได้มีความรู้การสร้างในรูปแบบพื้นถิ่นดั้งเดิม (ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข/2019) “หากจะส่งต่อภูมิปัญญาแบบชาวบ้านญี่ปุ่นในวัฒนธรรมมลายู ควรมีลักษณะอย่างไร?” ชุมชนห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เป็นชุมชนช่างไม้มุสลิม (แวกาจิ/2568) ที่มีการตั้งถิ่นฐาน จากการเปิดป่าโดยกลุ่มช่างไม้ชาวบ้านมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับไม้ในป่าและพัฒนาการสร้างบ้านแบบตนเอง ซึ่งชุมชนนี้ยังคงหลงเหลือภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านเทคนิคการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นโดยเฉพาะผู้มีความรู้ด้านช่างไม้ อาศัยศาสนสถานที่ทำหน้าที่รวมผู้คนเป็นเครื่องมือในการรักษาภูมิปัญญาไม้ท้องถิ่น โดยใช้การมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมัสยิดด้วยมือของชาวชุมชนการสร้างวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ยึดโย่งรูปแบบเดิม ทว่านำองค์ความรู้ต่อยอดเป็นสถาปัตยกรรมมัสยิดไม้ร่วมสมัยเหมาะกับคนปัจจุบันและสร้างโดยคนปัจจุบัน (ยางนาสตูดิโอ,2023) โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา เป็นโครงการที่มีแนวคิดที่จะส่งต่อองค์ความรู้ผ่านผู้คนในชุมชน โดยอาศัยเทคนิควิธีแบบชาวบ้านในการก่อร่างสร้างสถาปัตยกรรมมัสยิด ในโครงการใช้พื้นที่มัสยิดเดิมและต่อขยายเพิ่มพื้นที่ก่อสร้างจำนวน 4.7 ไร่จากการบริจาคที่ดินของชาวชุมชนรวมไปถึงการได้รับแหล่งทุนจากภายนอก โครงการประกอบด้วยมัสยิดไม้ทำมือรองรับการละหมาด พื้นที่ลานกิจกรรมพิเศษและรองรับการละหมาดในวันสำคัญ โครงการวางแผนในการรื้อมัสยิดหลังเดิม โดยการเริ่มปลูกไม้หลุมพอ46ต้นและไม้ตะเคียน26ต้น เมื่อครบ20-40ปี จะมีการโค่นไม้และรื้อถอนมัสยิดหลังเดิม และนำมาปูพื้นเป็นฐานรากของมัสยิดไม้ตะเคียนจะถูกทำเป็นโครงสร้าง และไม้หลุมพอจะถูกแปรรูปเป็นพื้น ฝ้า ของมัสยิด มัสยิดทำมือเป็นแนวหลักคิดในการก่อรูปด้วยวิธีและเทคนิกแบบท้องถิ่นที่มีความง่ายและตรงไปตรงมา ถอดประกอบได้เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านรวมกันโค่น แปรรูป และลาย และประกอบมัสยิดจะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เพื่อทุกคนและทุกช่วงวัย มีอาคารประกอบเป็นเป็นอาคารเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลาม ช่างไม้และห้องน้ำและที่อาบน้ำละหมาด ผลลัพธ์ คือ คู่มือประกอบมัสยิดที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกทางวัฒนะธรรมให้ผู้คนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมช่างไม้แบบตูเก สถาปัตยกรรมถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้ยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง: “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะมีชีวิต”
ผู้แต่ง: อัครอม มามะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 40

การเดินทางเป็นองค์ประกอบสำคัญของวิถีชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะในบริบทเมืองที่ระบบคมนาคมมีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคม “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลา” เป็นระบบขนส่งพื้นถิ่น ที่มีเอกลักษณ์และเชื่อมโยงผู้คนกับชุมชนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านกายภาพและการใช้งาน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพได้อย่างเต็มที่ โครงการศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะมีชีวิต” จึงมุ่งยกระดับพื้นที่ให้ผสานการเดินทาง การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นและส่งเสริมการใช้งานอย่างยั่งยืน โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง: คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะ มีชีวิต” มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบพื้นที่สาธารณะที่ใช้บริบทของคิวรถแท็กซี่เบนซ์ยะลาเป็นฐานในการเรียนรู้และเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยมุ่งยกระดับพื้นที่ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ พื้นที่กิจกรรม และศูนย์กลางชุมชนที่สะท้อนอัตลักษณ์ของระบบขนส่งพื้นถิ่นและวิถีชีวิตของผู้คน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสืบทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พื้นที่ตั้งโครงการอยู่บริเวณใจกลางเมืองยะลา ใกล้พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และเชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมหลักของเมือง ทำให้สามารถเข้าถึงได้สะดวกและเอื้อต่อการพัฒนาเป็นโซนวัฒนธรรมที่ต่อยอดการเรียนรู้จากอดีตสู่ปัจจุบัน แนวคิดการออกแบบตั้งอยู่บนการมอง “การเดินทาง” ในฐานะกระบวนการทางสังคม ที่ไม่เพียงเป็นการเคลื่อนที่ แต่เป็นพื้นที่ของการพบปะและสร้างความสัมพันธ์ จึงมุ่งฟื้นฟูบทบาทของพื้นที่คมนาคมให้กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีชีวิต โดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการออกแบบเพื่อความยั่งยืน ทั้งการใช้แสงธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการออกแบบพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งานในอนาคต อันนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่เมืองที่สมดุล สะท้อนอัตลักษณ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา
ผู้แต่ง: ธีรพล สืบพงษ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 46

เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่มีระบบนิเวศทางทะเลสมบูรณ์และอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาวเลที่เข้มแข็ง ทว่าการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงปริมาณซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี ได้สร้างความท้าทายต่อการรักษาความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอ “โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเล” เพื่อเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมที่พักอาศัยระดับพรีเมียมที่ใช้การออกแบบเป็นการขับเคลื่อนความยั่งยืน กระบวนการศึกษาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์บริบททางสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนชาวเล เพื่อนำมาสังเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น การออกแบบเพื่อความยืดหยุ่น และหลักการออกแบบที่ยั่งยืนให้เหมาะสมกับพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยเน้นการสำรวจภาคสนามและการวิเคราะห์ปัจจัยทางกายภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การวางผังโครงการที่สามารถบูรณาการพื้นที่พักผ่อนเข้ากับกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของชุมชนได้อย่างกลมกลืน โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ถ่ายทอดอัตลักษณ์วิถีชาวเลและภูมิปัญญาเครื่องมือประมงพื้นบ้านผ่านการลดทอนรูปทรงสู่องค์ประกอบสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้นที่โดดเด่น โดยให้ความสำคัญกับการวางผังอาคารแบบกระจายตัวและรักษาระบบนิเวศดั้งเดิม พร้อมจัดลำดับทางสัญจรที่เชื่อมต่อจากพื้นที่ส่วนกลางเข้าสู่พื้นที่กิจกรรมวิถีชีวิตอย่างเป็นระบบตัวอาคารเน้นการสร้างสภาวะน่าสบายด้วยพื้นที่ "กึ่งภายนอก" เพื่อส่งเสริมการระบายอากาศธรรมชาติ ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศชายฝั่ง อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ความยืดหยุ่นผ่านการบูรณาการวัสดุท้องถิ่นอย่างไม้และไม้ไผ่เข้ากับเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ เพื่อสร้างโครงสร้างที่มีความทนทานต่อลมมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักแรมระดับพรีเมียมแต่ยังทำหน้าที่เป็น "พื้นที่สื่อสารทางสถาปัตยกรรม" ที่ช่วยยกระดับมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์มรดกทางวัฒนธรรมในระดับสากล

วิทยานิพนธ์ ศูนย์สืบทอดภูมิปัญญาอิสลามและชุมชนแห่งศรัทธา เชคดาวุด อัลฟาฏอนีย์ บ้านบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
ผู้แต่ง: ฮันซอละห์ สามะอะกา ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 22

ปัจจุบัน “ปอเนาะ” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามแบบจารีตที่มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมศรัทธาและสร้างคุณธรรมแก่ชุมชนมุสลิมในอดีต ได้ลดบทบาทลงจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ เยาวชนรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่าศาสนาเป็นเรื่องห่างไกล และรูปแบบการเรียนรู้แบบดั้งเดิมไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย ขณะเดียวกัน การจากไปของบรรดาโต๊ะครูหรืออุลามะผู้เป็นแหล่งองค์ความรู้ ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญหายของภูมิปัญญาอิสลามท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ “สืบทอดและต่อยอด” เจตนารมณ์ของ เชคดาวุด อัลฟาฏอนีย์ อุลามะผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ศาสนาในแหลมมลายู ผ่านการออกแบบ “ศูนย์สืบทอดภูมิปัญญาอิสลามและชุมชนแห่งศรัทธา” ให้เป็นต้นแบบของ “ปอเนาะร่วมสมัย” ที่ผสานการเรียนรู้แบบจารีต (กีตาบ) เข้ากับรูปแบบการเรียนรู้สมัยใหม่ โดยจัดให้มีระบบการเรียนรู้แบบหมุนเวียนของอุลามะ (Rotational Knowledge Sharing) เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความหลากหลายขององค์ความรู้ แนวคิดหลักของโครงการคือ Sense of Belonging ซึ่งมุ่งสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งระหว่างมนุษย์ ชุมชน และศรัทธา โดยพัฒนาแนวคิดผ่านการตีความ Barakah (ความจำเริญงอกงาม) ให้เป็นภาษาทางสถาปัตยกรรม เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีคุณค่าและความหมายมากกว่าการใช้งานเชิงกายภาพ กระบวนการออกแบบอาศัยการวิเคราะห์วิถีชีวิตของชุมชน สถาปัตยกรรมอิสลาม และกิจกรรมทางศาสนา มาพัฒนาเป็นลำดับพื้นที่ (Spatial Sequence) และการเปลี่ยนผ่านของบรรยากาศ (Gradual Transition) จากพื้นที่สาธารณะไปสู่พื้นที่แห่งการใคร่ครวญทางจิตวิญญาณ ที่ตั้งโครงการอยู่ในตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยมี “บ่อน้ำของเชคดาวุด” เป็นศูนย์รวมศรัทธา โครงการประกอบด้วยสถาบันปอเนาะ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ศูนย์อุลามะ และพื้นที่ชุมชน ออกแบบให้เปิดเข้าถึงได้ทุกคน พร้อมประยุกต์แนวคิดสถาปัตยกรรมยั่งยืน ผ่านการยกพื้นอาคาร การระบายอากาศตามธรรมชาติ และการใช้วัสดุท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และจิตวิญญาณอย่างยั่งยืน.