PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

เรียกดูตามชื่อเรื่อง: 57 รายการ
วิทยานิพนธ์ อมตะสสารพิพิธภัณฑ์
ผู้แต่ง: นาซีร สุทธิกาญจน์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 13

ในปัจจุบัน ปัญหามลภาวะจากสิ่งที่ไม่ย่อยสลายได้กลายเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่ค่อยๆทวีความรุนแรงและแพร่กระจายไปในทุกมิติของสิ่งแวดล้อม วัสดุสังเคราะห์โดยเฉพาะพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ได้กลายเป็นสสารที่คงอยู่ยาวนานเกินกว่าขอบเขตของการใช้งาน ส่งผลให้เกิดการสะสมในระบบนิเวศทางธรรมชาติ ทั้งในดิน น้ำ และอากาศ มลภาวะดังกล่าวไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังย้อนกลับมาส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ผ่านการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกและสารเคมีที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก และความจำเป็นในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นการตระหนักรู้ร่วมกันในระดับสังคม อมตะสสารพิพิธภัณฑ์ โครงการสถาปัตยกรรมเชิงแนวคิดที่มีเป้าหมายในการสื่อสารผลกระทบของมลภาวะจากสิ่งที่ไม่ย่อยสลาย ผ่านการออกแบบพื้นที่ที่บูรณาการระหว่างศาสตร์ของสถาปัตยกรรม ศิลปะ และสิ่งแวดล้อม พื้นที่ภายในพิพิธภัณฑ์ได้รับการออกแบบให้สร้างประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่สะท้อนวงจรชีวิตของสสาร ตั้งแต่การเกิดขึ้น การใช้งาน จนถึงการคงอยู่ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ โดยใช้แสง วัสดุ เสียง และการจัดองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม เพื่อให้ผู้เข้าชมเกิดการรับรู้และตั้งคำถามต่อผลของการกระทำของมนุษย์ที่ส่งต่อให้โลกในระยะยาว โครงการอมตะสสารพิพิธภัณฑ์มีประโยชน์เชิงวิชาการและสังคมในหลายมิติ ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้และกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คนให้เกิดความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนสร้างขึ้น รวมถึงการเป็นต้นแบบของการประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมในการสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมสมัย อันสามารถต่อยอดไปสู่การออกแบบเพื่อความยั่งยืนในระดับชุมชน เมือง และสังคมโดยรวม

วิทยานิพนธ์ อิทธิพลของการยอมรับเทคโนโลยีต่อประสิทธิภาพการนำเสนอข้อมูลด้วยรูปแบบจินตทัศน์: กรณีศึกษาข้อมูลการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ56-2)
ผู้แต่ง: นัดดาพร ชัยพล ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 4 Full Text

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบของการนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามแบบแสดงรายงานประจำปี (แบบ 56-2) ในรูปแบบจินตทัศน์ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอข้อมูล (2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และการยอมรับเทคโนโลยีของนักลงทุนและผู้บริหารองค์กร และ(3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัย ด้านประชากรศาสตร์และการยอมรับเทคโนโลยีของนักลงทุนหรือผู้บริหารองค์กรต่อประสิทธิภาพการนำเสนอข้อมูลการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-2) ด้วยรูปแบบจินตทัศน์ จากนั้นได้พัฒนารูปแบบการนำเสนอข้อมูลด้วยรูปแบบจินตทัศน์ปรับปรุงตามกระบวนการ Design Science Research (DSR) เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแบบจินตทัศน์ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ กลุ่มนักลงทุนหรือกลุ่มผู้บริหาร จำนวน 336 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถดถอยเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า (1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ไม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการใช้งานข้อมูลจินตทัศน์ (2) การยอมรับเทคโนโลยี ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ และด้านการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการใช้งานข้อมูลจินตทัศน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3) ตัวแปรอิสระทุกตัวสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการใช้งานข้อมูลจินตทัศน์ได้ร้อยละ 71.90 ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทาง การปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการนำเสนอข้อมูลในแบบรายงานประจำปี แบบ 56-2 และเป็นองค์ความรู้ใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับการยอมรับเทคโนโลยี ด้านข้อมูลจินตทัศน์เกี่ยวกับการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามแบบรายงานประจำปี (แบบ 56-2)

วิทยานิพนธ์ แนวทางในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการออนไลน์ของธุรกิจที่จำหน่ายแพ็คเกจทัวร์
ผู้แต่ง: กมลชนก เซ่งสวัสดิ์ ปี: 2561 (พ.ศ.) VIEWS: 3 Full Text

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาคุณภาพการให้บริการออนไลน์ของธุรกิจจําหน่าย แพ็คเกจทัวร์ ศึกษาความตั้งใจกลับมาใช้บริการของผู้ใช้บริการธุรกิจจําหน่ายแพ็คเกจทัวร์ และเพื่อค้นหาแนวทาง ในการพัฒนาคุณภาพการบริการออนไลน์ของธุรกิจจําหน่ายแพ็คเกจทัวร์ โดยศึกษานักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทาง มาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต จํานวน 350 ราย ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการใช้แบบสอบถาม และกลุ่มเจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ที่เกี่ยวข้อง จํานวน 20 ราย โดยใช้ วิธีการสุ่มแบบ (snowball sampling technique) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการใช้แบบสัมภาษณ์ เป็นการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างโดยอาศัยการแนะนําของหน่วยงานตัวอย่าง ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ t-test, F-test และ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (multiple regression) ผลการศึกษา พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 30 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีอาชีพเป็นเจ้าของกิจการ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 15,001 - 30,000 บาท มีภูมิลําเนาส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ คือ จังหวัดสงขลา และให้ความสําคัญกับคุณภาพการการ ให้บริการออนไลน์ของธุรกิจจําหน่ายแพ็คเกจทัวร์ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีความตั้งใจกลับมาใช้ บริการ ของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต มีค่าเฉลี่ย โดยรวมอยู่ในระดับมาก ในส่วน ของการสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่า ให้มาตรฐานการบริการระดับนานาชาติ ราคาคนไทย ลูกค้าหลัก คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ มีกลยุทธ์ด้านการบริการเพื่อตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าซึ่งก่อให้เกิดความต้องการกลับมาใช้บริการซ้ําของลูกค้า และบริษัทมีแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการ ให้บริการออนไลน์ หน้าเว็บไซต์ ตัวอักษร การใช้สี และการสร้างความโดดเด่น ส่วนการวิเคราะห์การเปรียบเทียบ ลักษณะทางประชากร พบว่า ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างกันจะมีผลต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการของ ผู้ใช้บริการ ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น อาชีพที่แตกต่างกัน โดยมีการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณระหว่างคุณภาพการ ให้บริการออนไลน์ กับความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ํา พบว่า คุณภาพการให้บริการออนไลน์ของธุรกิจจําหน่าย แพ็คเกจทัวร์ ได้แก่ การเข้าถึง ความยืดหยุ่น ความมีประสิทธิภาพ ความรู้เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และการบริการตาม ความต้องการเฉพาะบุคคล ส่งผลต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ําของนักท่องเที่ยวชาวไทยมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5

วิทยานิพนธ์ แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของกลุ่มสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
ผู้แต่ง: ชนกภัทร์ ดาราสุริยงค์ ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 9 Full Text

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในประเด็นองค์ประกอบของการสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมทั้งกระบวนการและกลยุทธ์ที่สำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการศึกษาทางมานุษยวิทยาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากการสำรวจเนื้อหาการสื่อสารการตลาดบนเฟซบุ๊กแฟนเพจของกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 53 กิจการ ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีแบบแผน (Semi-Structured Interview) ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธี การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sample) โดยคัดเลือกจากกิจการที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจบนเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบ[การสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบการมุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาประเภทข้อมูลผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ และช่องทางการสื่อสาร ด้วยกลยุทธ์การให้ข้อมูล กลยุทธ์แบบทั่วไป กลยุทธ์การกล่าวอ้างก่อนคนอื่น และกลยุทธ์สิ่งจูงใจ ในรูปแบบข้อความ รูปภาพ ลิงก์ แฮชแท็ก และสัญรูปอารมณ์ ผู้ประกอบการเป็นผู้ริเริ่มและนำเสนอเนื้อหาด้วยตนเอง โดยใช้เฟซบุ๊กแฟนเพจและไลน์เป็นช่องทางหลัก 2) ผู้ประกอบการมีกระบวนการในการสื่อสารการตลาด ดังนี้ 2.1) การให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ 2.2) การวางตำแหน่งและการกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ 2.3) กำหนดผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย 2.4) การสื่อสารการตลาด 2.5) การจำหน่ายสินค้า 2.6) การบริหารความสัมพันธ์กับผู้บริโภคหลังการขาย โดยผู้ประกอบการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการที่สนใจสามารถนำผลจากงานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้ เพื่อการวางแผนและพัฒนาการสื่อสารการตลาด กลยุทธ์การตลาด และกระบวนดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการของตนเองได้

วิทยานิพนธ์ โครงการดีลักซ์พูลวิลล่ากลางน้ำ เขื่อนเชี่ยวหลาน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี
ผู้แต่ง: เอกอาทิตย์ เรืองรัศมี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 17

เขื่อนรัชชประภา ตั้งอยู่ที่ระหว่าง อ.พนม และ อ.ตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นเรียกว่าเขื่อนเชี่ยวหลาน ในอดีตเขื่อนเชี่ยวหลานเป็นที่ราบแอ่งกระทะ มีชุมชนและบ้านพักรวมมากกว่า 800 ครัวเรือนแต่เมื่อเข้าช่วงหน้าฝน ฝนตกหนักและพายุทำให้น้ำขังในพื้นที่แอ่งกระทะ ทำให้เกิดโครงการขื่อนกักเก็บน้ำ ณ พื้นที่ตรงนี้โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงแรกเป็นผู้คนในท้องถิ่นป็นผู้อาศัยอยู่รอบเขื่อนมาประกอบอาชีพต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเดินเรือการประมง การไฟฟ้า ต่อมาได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้ผู้คนมาสัมผัสประสบการณ์ในเขื่อนรัชชประภาแห่งนี้ ในเวลาต่อมาเขื่อนรัชชประภาได้พัฒนาพื้นที่ภายในไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บนสันเขื่อนที่จัดเป็นพื้นที่สาธารณะ ทั้งเป็นสวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน คาเฟ่ พื้นที่ตั้งแคมป์ คอร์สกอล์ฟ สำหรับพื้นที่บนบก ส่วนในน้ำมีการท่องเที่ยว ล่องเรือผ่านเกาะต่างๆ แวะเขาสามเกลอ ไปดูถ้ำต่างๆ ขึ้นแพพักอาศัย ได้เล่นน้ำและรับประทานอาหารท้องถิ่นในสุราษฎร์พร้อมชมความสวยงามของธรรมชาติในเขื่อนเชี่ยวหลานแห่งนี้ความเด่นของแพที่พักอาศัยกลางน้ำ ณ เขื่อนเชี่ยวหลาน คือการตัดตัวเองจากโลกภายนอกเพื่อเพิ่มพลังงานธรรมชาติ ลดพลังเทคโนโลยี เช่น แพ 500 ไร่ ที่ให้ผู้คนอยู่กับธรรมชาติโดยตัดสัญญาณ และเพิ่มการอยู่กับธรรมชาติ โครงการดีลักซ์พุลวิลล่ากลางน ้า อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อ.พนม จ.สุราษฎรธานี เพิ่มแลนด์มาร์ค แต่ในที่นี้เรียกว่า วอเตอร์มาร์ค แห่งใหม่ของเขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎรธานี เจ้าของโครงการโดยผู้จัดทำ ตั้งอยู่บริเวณน้ำนิ่งใกล้เกาะอนุรักษ์ผ่านแหล่งท่องเที่ยวหลัก รับรองกลุ่มผู้ใช้ประเภทครอบครัวเป้นหลักโดยมีประเภทห้อง1ประเภทสำหรับครอบครัวเป็นหลัก ดีลักซ์วิลล่าใช้แนวคิดการออกแบบเน้น PASSIVE DESIGN ใช้ธรรมชาตินำเข้าหา รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่นบวกกับโมเดิร์นโดยมุ่งเน้นความยั่งยืนด้านการอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

วิทยานิพนธ์ โครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียม ในพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
ผู้แต่ง: นดา หนูชูสุข ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 24

พื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่เขตป่านันทนาการของกรมป่าไม้ มีลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสูง มีทะเลหมอกปกคลุมตลอดปี ล้อมรอบด้วยป่าอุดมสมบูรณ์และชุมชนหลายชาติพันธุ์ การพัฒนาพื้นที่นี้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการพักผ่อนเชิงอนุรักษ์จึงมีความสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสูงแต่การจัดการและการใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่ การสร้างโครงการที่พักเชิงพิเศษจึงมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นต้นแบบโครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียม ให้กับป่านันทนาการทั่วประเทศไทย การศึกษานี้เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาหลักของพื้นที่ ซึ่งปัญหาหลักคือยังไม่มีที่พักระดับพรีเมียมรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์พักผ่อนคุณภาพสูง การศึกษาเริ่มจากการศึกษาบริบททางสังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สถานที่ท่องเที่ยว ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หลักการการเกิดหมอก และเกณฑ์การออกแบบภายใต้พื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอก อัยเยอร์เวง เพื่อนำมาสังเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น การออกแบบเพื่อความยืดหยุ่นและหลักการออกแบบที่ยั่งยืนให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชันตามแนวสันเขา โดยกระบวนการศึกษาเน้นการสำรวจภาคสนามและวิเคราะห์ปัจจัยทางกายภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่กระบวนการวางผังโครงการที่สามารถบูรณาการพื้นที่พักผ่อนเข้ากับกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม การเรียนรู้วิถีชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน โครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียมในพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ซึ่งประกอบด้วยโซนเวลเนสและรีทรีทสำหรับผ่อนคลาย เช่น สปาธรรมชาติ นวดสมุนไพร โยคะ และสมาธิ รวมถึงกิจกรรมผจญภัยเชิงนิเวศ เช่น ซิปไลน์ เดินป่า และเยี่ยมชมหมู่บ้านวัฒนธรรม เจ้าของโครงการคือหน่วยงานพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่วนผู้ใช้สอยหลักคือนักท่องเที่ยวที่มุ่งพักผ่อนและเรียนรู้วิถีชุมชน โครงการนี้มุ่งสร้างต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ป่านันทนาการอย่างสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น แนวคิดหลักของโครงการคือ “Retreat in the Mist” มุ่งเน้นการพักผ่อนแบบรีทรีทและเวลเนส พร้อมกิจกรรมผจญภัยเชิงนิเวศ เช่น ซิปไลน์ เดินป่า และชมหมู่บ้านวัฒนธรรม การออกแบบอ้างอิงกรณีศึกษา Four Seasons Tented Camp Golden Triangle ซึ่งเป็นรีสอร์ทเชิงอนุ-รักษ์บนภูเขา แต่โครงการได้ปรับรูปแบบให้เหมาะกับภูมิอากาศอบอุ่นชื้นและทะเลหมอกตลอดปีของพื้นที่ภาคใต้ พร้อมจัดแบ่งพื้นที่ตามแบบ “Layer of retreat” ที่จัดแบ่งพื้นที่การเข้าถึง จากส่วนสาธารณะ กึ่งสาธารณะ และส่วนส่วนตัว เพื่อตอบโจทย์ลำดับการบำบัดและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ส่งผลให้โครงการทำหน้าที่เป็นโครงการที่พักเชิงนิเวศต้นแบบให้กับพื้นที่ป่านันทนาการทั่วประเทศไทยที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการปรับปรุงสวนสัตว์ทุ่งท่าลาด
ผู้แต่ง: กษิดิ์เดช ปัจจัย ปี: 2567 (พ.ศ.) VIEWS: 21

สวนสัตว์เทศบาลนครนครศรีธรรมราช หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สวนสัตว์ทุ่งท่าลาด” เปิด ดำเนินการมานานกว่า 40 ปี และเป็นสวนสัตว์แห่งเดียวในภาคใต้ตอนบน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562 เทศบาลได้ขอยุติการดำเนินกิจการสวนสัตว์ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สั่งให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยให้จำหน่ายสัตว์ที่อยู่ใน ความดูแลไปยังสวนสัตว์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สวนสัตว์แห่งนี้เคยเผชิญกับปัญหาและการวิพากษ์วิจารณ์ด้านลบ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพสัตว์ความเป็นอยู่ และสุขภาพจิต เนื่องจากยังใช้ระบบการเลี้ยงแบบดั้งเดิม เช่น กรง ตู้ หรือคอกขัง ซึ่งเน้นการแสดงสัตว์เพื่อผู้ชมมากกว่าคุณภาพชีวิตของสัตว์เอง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2564 เทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้ลงนามบันทึกความร่วมมือทาง วิชาการกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อเปิดสวนสัตว์แห่งนี้อีกครั้ง โดยแนวทางการพัฒนาใหม่จะ มุ่งเน้นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับสัตว์มากยิ่งขึ้น ลดการใช้กรงหรือพื้นที่จำกัดและ ส่งเสริมแนวคิดการอยู่อาศัยอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีต่อสวัสดิภาพสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนรู้และการวิจัยของนักศึกษา อีกทั้งยังมีศักยภาพในการเป็นแหล่งอนุรักษ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสัตว์ป่าในอนาคต

วิทยานิพนธ์ โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา
ผู้แต่ง: ธีรพล สืบพงษ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 46

เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่มีระบบนิเวศทางทะเลสมบูรณ์และอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาวเลที่เข้มแข็ง ทว่าการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงปริมาณซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี ได้สร้างความท้าทายต่อการรักษาความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอ “โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเล” เพื่อเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมที่พักอาศัยระดับพรีเมียมที่ใช้การออกแบบเป็นการขับเคลื่อนความยั่งยืน กระบวนการศึกษาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์บริบททางสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนชาวเล เพื่อนำมาสังเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น การออกแบบเพื่อความยืดหยุ่น และหลักการออกแบบที่ยั่งยืนให้เหมาะสมกับพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยเน้นการสำรวจภาคสนามและการวิเคราะห์ปัจจัยทางกายภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การวางผังโครงการที่สามารถบูรณาการพื้นที่พักผ่อนเข้ากับกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของชุมชนได้อย่างกลมกลืน โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ถ่ายทอดอัตลักษณ์วิถีชาวเลและภูมิปัญญาเครื่องมือประมงพื้นบ้านผ่านการลดทอนรูปทรงสู่องค์ประกอบสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้นที่โดดเด่น โดยให้ความสำคัญกับการวางผังอาคารแบบกระจายตัวและรักษาระบบนิเวศดั้งเดิม พร้อมจัดลำดับทางสัญจรที่เชื่อมต่อจากพื้นที่ส่วนกลางเข้าสู่พื้นที่กิจกรรมวิถีชีวิตอย่างเป็นระบบตัวอาคารเน้นการสร้างสภาวะน่าสบายด้วยพื้นที่ "กึ่งภายนอก" เพื่อส่งเสริมการระบายอากาศธรรมชาติ ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศชายฝั่ง อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ความยืดหยุ่นผ่านการบูรณาการวัสดุท้องถิ่นอย่างไม้และไม้ไผ่เข้ากับเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ เพื่อสร้างโครงสร้างที่มีความทนทานต่อลมมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักแรมระดับพรีเมียมแต่ยังทำหน้าที่เป็น "พื้นที่สื่อสารทางสถาปัตยกรรม" ที่ช่วยยกระดับมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์มรดกทางวัฒนธรรมในระดับสากล

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา
ผู้แต่ง: อาฟิก แฮะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 75

ไม้ คือ วัสดุที่ใช้ในการประกอบสร้างบ้านเรือนของประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณ ไม้ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมช่างไม้และภูมิปัญญาที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น แสดงถึงรากเหง้าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อย่างไรก็ดีมีการส่งต่อวัฒนธรรมเหล่านี่กันในหมู่ครอบครัว สายสกุลช่าง ดังเช่น “สล่า” ในภาคเหนือ “ช่าง” ในภาคกลาง หรือ “ตูเก” ในภาคใต้โดยเฉพาะในชุมชนมลายู ปัจจุบันมีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ทันสมัยรวดเร็วและแข็งแรงทำให้ผู้คนหันไปเลือกวิธีการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการละทิ้งมรดกที่มีคุณค่าและขาดการสืบทอดส่งผลให้ให้องค์ความรู้ด้านช่างไม้หายไป “แล้วจะทำอย่างไรให้มรดกทางวัฒนธรรมของช่างไม้ยังคงอยู่และสืบสานต่อไปได้โดยเฉพาะในบริบทของมลายู?” ตูเก คือ ผู้รังสรรค์วัฒนธรรมช่างไม้ท้องถิ่นที่มีคุณค่าด้านสถาปัตยกรรม เช่น มัสยิดไม้วาดีลฮูเซ็น (มัสยิด300ปี) จังหวัดนราธิวาส หรือมัสยิดไม้อาโห (มัสยิด400ปี) จังหวัดปัตตานี อย่างไรก็ดี เมื่อตูเกไม่มีผู้การสืบสารและได้รับองค์ความรู้จึงส่งผลให้มัสยิดหรือสถาปัตยกรรมไม้อื่นๆ ขาดการดูแลซ่อมอย่างถูกวิธี รวมไปถึงขาดการต่อยอดความรู้ใหม่ในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นมลายูในอนาคต ในประญี่ปุ่นมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านช่างไม้ผ่านสถาปัตยกรรม ดังเช่น ศาลเจ้าอิเสะ มีการรื้อสร้างประกอบทุก 20 ปีให้คนรุ่นใหม่ได้มีความรู้การสร้างในรูปแบบพื้นถิ่นดั้งเดิม (ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข/2019) “หากจะส่งต่อภูมิปัญญาแบบชาวบ้านญี่ปุ่นในวัฒนธรรมมลายู ควรมีลักษณะอย่างไร?” ชุมชนห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เป็นชุมชนช่างไม้มุสลิม (แวกาจิ/2568) ที่มีการตั้งถิ่นฐาน จากการเปิดป่าโดยกลุ่มช่างไม้ชาวบ้านมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับไม้ในป่าและพัฒนาการสร้างบ้านแบบตนเอง ซึ่งชุมชนนี้ยังคงหลงเหลือภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านเทคนิคการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นโดยเฉพาะผู้มีความรู้ด้านช่างไม้ อาศัยศาสนสถานที่ทำหน้าที่รวมผู้คนเป็นเครื่องมือในการรักษาภูมิปัญญาไม้ท้องถิ่น โดยใช้การมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมัสยิดด้วยมือของชาวชุมชนการสร้างวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ยึดโย่งรูปแบบเดิม ทว่านำองค์ความรู้ต่อยอดเป็นสถาปัตยกรรมมัสยิดไม้ร่วมสมัยเหมาะกับคนปัจจุบันและสร้างโดยคนปัจจุบัน (ยางนาสตูดิโอ,2023) โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา เป็นโครงการที่มีแนวคิดที่จะส่งต่อองค์ความรู้ผ่านผู้คนในชุมชน โดยอาศัยเทคนิควิธีแบบชาวบ้านในการก่อร่างสร้างสถาปัตยกรรมมัสยิด ในโครงการใช้พื้นที่มัสยิดเดิมและต่อขยายเพิ่มพื้นที่ก่อสร้างจำนวน 4.7 ไร่จากการบริจาคที่ดินของชาวชุมชนรวมไปถึงการได้รับแหล่งทุนจากภายนอก โครงการประกอบด้วยมัสยิดไม้ทำมือรองรับการละหมาด พื้นที่ลานกิจกรรมพิเศษและรองรับการละหมาดในวันสำคัญ โครงการวางแผนในการรื้อมัสยิดหลังเดิม โดยการเริ่มปลูกไม้หลุมพอ46ต้นและไม้ตะเคียน26ต้น เมื่อครบ20-40ปี จะมีการโค่นไม้และรื้อถอนมัสยิดหลังเดิม และนำมาปูพื้นเป็นฐานรากของมัสยิดไม้ตะเคียนจะถูกทำเป็นโครงสร้าง และไม้หลุมพอจะถูกแปรรูปเป็นพื้น ฝ้า ของมัสยิด มัสยิดทำมือเป็นแนวหลักคิดในการก่อรูปด้วยวิธีและเทคนิกแบบท้องถิ่นที่มีความง่ายและตรงไปตรงมา ถอดประกอบได้เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านรวมกันโค่น แปรรูป และลาย และประกอบมัสยิดจะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เพื่อทุกคนและทุกช่วงวัย มีอาคารประกอบเป็นเป็นอาคารเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลาม ช่างไม้และห้องน้ำและที่อาบน้ำละหมาด ผลลัพธ์ คือ คู่มือประกอบมัสยิดที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกทางวัฒนะธรรมให้ผู้คนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมช่างไม้แบบตูเก สถาปัตยกรรมถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้ยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ตำบลหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา
ผู้แต่ง: อบาดี้ ปาตี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 41

จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านพหุวัฒนธรรม โดยมีชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน “ตำบลหน้าถ้ำ” นับเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ทั้งในด้านแหล่งโบราณสถาน เช่น วัดคูหาภิมุข วิถีชีวิตชุมชน และแหล่งผลิตสินค้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ อาทิ ผ้าสีมายา และผลิตภัณฑ์ OTOP อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังขาดการพัฒนาในด้านระบบบริการนักท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน และแหล่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การใช้ประโยชน์พื้นที่ยังไม่เต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดพื้นที่ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม การแสดง และการจำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรายได้และการเผยแพร่อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชนที่สามารถรองรับการใช้งานร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรม การเรียนรู้ และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ผ่านแนวคิดการออกแบบเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงพื้นที่และกิจกรรมเข้าด้วยกันในลักษณะโครงข่าย เพื่อกระจายการใช้งานและสร้างเส้นทางการเรียนรู้ภายในพื้นที่ โครงการได้กำหนดพื้นที่ตั้งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ 1 พื้นที่ต้อนรับและศูนย์รวมการเรียนรู้ กิจกรรมหลักสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว พื้นที่ 2 พื้นที่เชื่อมต่อโครงการกับบริบทโดยรอบ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่บริการและพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่ 3 พื้นที่สนับสนุนกิจกรรมดั้งเดิมและส่งเสริมอัตลักษณ์ของชุมชน รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ แนวทางการออกแบบให้ความสำคัญกับบริบททางกายภาพ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยนำแนวคิดสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นร่วมสมัยมาประยุกต์ใช้ ผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยและมลายูให้เกิดความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม ขณะเดียวกันได้มีการออกแบบให้เกิดความร่วมสมัยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพื้นที่ การวางผังโครงการคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติและใช้ศักยภาพของพื้นที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับภัยพิบัติและส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว ผลลัพธ์ของโครงการจึงมุ่งหวังให้สถาปัตยกรรมเป็นกลไกในการเชื่อมโยงชุมชน วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง: “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะมีชีวิต”
ผู้แต่ง: อัครอม มามะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 40

การเดินทางเป็นองค์ประกอบสำคัญของวิถีชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะในบริบทเมืองที่ระบบคมนาคมมีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคม “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลา” เป็นระบบขนส่งพื้นถิ่น ที่มีเอกลักษณ์และเชื่อมโยงผู้คนกับชุมชนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านกายภาพและการใช้งาน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพได้อย่างเต็มที่ โครงการศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง “คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะมีชีวิต” จึงมุ่งยกระดับพื้นที่ให้ผสานการเดินทาง การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นและส่งเสริมการใช้งานอย่างยั่งยืน โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้จากวิถีการเดินทาง: คิวแท็กซี่เบนซ์ยะลาในฐานะพื้นที่สาธารณะ มีชีวิต” มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบพื้นที่สาธารณะที่ใช้บริบทของคิวรถแท็กซี่เบนซ์ยะลาเป็นฐานในการเรียนรู้และเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยมุ่งยกระดับพื้นที่ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ พื้นที่กิจกรรม และศูนย์กลางชุมชนที่สะท้อนอัตลักษณ์ของระบบขนส่งพื้นถิ่นและวิถีชีวิตของผู้คน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสืบทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พื้นที่ตั้งโครงการอยู่บริเวณใจกลางเมืองยะลา ใกล้พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และเชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมหลักของเมือง ทำให้สามารถเข้าถึงได้สะดวกและเอื้อต่อการพัฒนาเป็นโซนวัฒนธรรมที่ต่อยอดการเรียนรู้จากอดีตสู่ปัจจุบัน แนวคิดการออกแบบตั้งอยู่บนการมอง “การเดินทาง” ในฐานะกระบวนการทางสังคม ที่ไม่เพียงเป็นการเคลื่อนที่ แต่เป็นพื้นที่ของการพบปะและสร้างความสัมพันธ์ จึงมุ่งฟื้นฟูบทบาทของพื้นที่คมนาคมให้กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีชีวิต โดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการออกแบบเพื่อความยั่งยืน ทั้งการใช้แสงธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการออกแบบพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งานในอนาคต อันนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่เมืองที่สมดุล สะท้อนอัตลักษณ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์ เน็กซ์เจนสู่อนาคต
ผู้แต่ง: อาว์ชอัครณี มุสิกะไชย ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 11

โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์เน็กซ์เจนสู่อนาคต (Nutrilite NextGen Future Training) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่และหลักสูตรฝึกอบรมด้านสุขภาวะแบบองค์รวม สำหรับคนรุ่น ใหม ่ที ่ต้องการเติบโตทั้งด้านสุขภาพ ผู้น า และธุรกิจอย ่างยั ่งยืน ภายใต้แนวคิด (From Seed to Supplement) ของนิวทริไลท์ หลักสูตรเน้นการเรียนรู้ผ ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ครอบคลุมความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และการสื่อสาร พร้อมปลูกฝัง แนวคิดความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมโครงการมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสามารถน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจและคุณภาพชีวิตของตนเอง พร้อมเติบโตเป็นผู้น าด้านสุขภาพที่ สามารถสร้างคุณค่าและขยายผลสู่สังคมได้อย่างยั่งยืนโดยถ่ายทอดผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม อย่างสมดุล ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากโครงการ คือการสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่ผสานสถาปัตยกรรมกับพื้นที่สี เขียว เพื่อส่งเสริมแนวคิดสุขภาพและความยั่งยืน ควบคู่กับการเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และสร้าง เครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมผู้เข้าอบรมจะเข้าใจกระบวนการผลิตของนิวทริไลท์ ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบ จนถึงผลิตภัณฑ์ สามารถน าเสนอสินค้าได้อย่างมืออาชีพผ่านเทคนิคเล่าเรื่องและพัฒนาบทบาทตนเอง เป็น “นักสร้างคุณค่าทางสุขภาพ” นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมจาก หลากหลายพื้นที่ พร้อมปลูกฝังจิตส านึกด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการด าเนินธุรกิจสุขภาพอย่าง รับผิดชอบต่อสังคมและยั่งยืนในระยะยาว โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์เน็กซ์เจนสู่อนาคต (Nutrilite NextGen Future Training) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมด้านสุขภาวะแบบองค์รวม เพื่อสร้าง ผู้น ารุ่นใหม่ด้านธุรกิจสุขภาพ โดยมีแอมเวย์ ประเทศไทย เป็นเจ้าของโครงการตั้งอยู่บริเวณเขาสก จังหวัด สุราษฎร์ธานี โครงการรองรับกลุ ่มผู้ใช้งานหลากหลาย ได้แก ่ นักธุรกิจรุ ่นใหม ่ เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจด้านสุขภาพ โดยมีการจัดพื้นที่ใช้งานหลัก สามารถต่อยอดสู่ชุมชนใน อนาคต

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์สร้างเสริมพลังชีวิตและสมดุลจิตใจแบบครบวงจร จังหวัดกระบี่
ผู้แต่ง: มัณฑนา เซ่งสวัสดิ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 71

ภาวะความเหนื่อยล้าทางใจและความเครียดสะสมจากวิถีชีวิตร่วมสมัย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างครอบคลุม ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และการใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูจิตใจอย่างเป็นระบบจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพัฒนาผ่านความร่วมมือทางด้านการแพทย์ จิตวิทยา และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานกลับคืนสู่สมดุลของชีวิตได้อย่างยั่งยืน สถาปัตยกรรมมีบทบาทสำคัญในการเยียวยาสภาพจิตใจผ่านการออกแบบที่ส่งเสริมประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการจัดลำดับพื้นที่ (Spatial Sequence) ที่นำพาเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายและเชื่อมโยงกับธรรมชาติพร้อมลดสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็น แนวทางดังกล่าวปรากฏในกรณีศึกษาที่ยืนยันว่าการออกแบบพื้นที่อย่างมีจังหวะและต่อเนื่อง สามารถกระตุ้นการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการ “ศูนย์สร้างเสริมพลังชีวิตสมดุลจิตใจแบบครบวงจร จังหวัดกระบี่” มีจุดมุ่งหมายเพื่อออกแบบพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูและปรับสมดุลชีวิต โดยตั้งอยู่ในบริบทที่มีศักยภาพด้านธรรมชาติ ทั้งภูเขาและทะเล พื้นที่โครงการถูกพัฒนาให้รองรับกิจกรรมการบำบัดและการพักผ่อนอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่พื้นที่สาธารณะไปจนถึงพื้นที่ส่วนตัว ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย เชื่อมโยงธรรมชาติ และสร้างประสบการณ์เชิงสถาปัตยกรรมที่เอื้อต่อการเยียวยา ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบอาคารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
ผู้แต่ง: วาฟะ หะยีดาโอะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 38

รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบาย “ผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย” เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จึงได้รับการพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้ง คณะแพทยศาสตร์ แห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางการแพทย์ของภาคใต้ตอนกลาง โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และสุขภาวะทางจิตใจของนักศึกษา อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ความเครียดและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพจิตและการเรียนรู้ โดยมีรายงานข่าวและงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการฆ่าตัวตายของนักศึกษาแพทย์ในหลายสถาบัน ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยังไม่เอื้อต่อสุขภาวะองค์รวมของผู้เรียน งานออกแบบนี้จึงนำแนวคิดจาก ทฤษฎี Healing Architecture (สถาปัตยกรรมเพื่อการเยียวยา) และ Learning Environment (สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้) มาผสมผสานกับแนวคิดด้านจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอาคารที่เอื้อต่อทั้งการเรียนรู้และการเยียวยาทางใจ นอกจากนี้ยังมีการศึกษา กรณีอาคารเรียนแพทย์ในปัจจุบัน เพื่อวิเคราะห์การจัดวางฟังก์ชัน ระบบการสัญจร และบรรยากาศภายในอาคาร เพื่อนำมาปรับปรุงให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ที่ลดความตึงเครียดและกระตุ้นการปฏิสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ ของชีวิตนักศึกษาแพทย์ โครงการออกแบบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จึงมุ่งเน้นการสร้างอาคารเรียนและพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้ทางการแพทย์อย่างครบวงจร ประกอบด้วยพื้นที่การเรียนการสอน ห้องปฏิบัติการ ห้องกายวิภาค ห้องสมุด ห้องพักอาจารย์ พื้นที่กิจกรรม พื้นที่พักผ่อน และศูนย์สุขภาพจิตนักศึกษา โดยออกแบบให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง นักศึกษา อาจารย์ ชุมชน ผ่านพื้นที่กลางที่ส่งเสริมการพบปะและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการนี้มุ่งสร้างต้นแบบของ คณะการแพทย์ที่เยียวยาทั้งกายและใจ โดยใช้สถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือฟื้นฟูสุขภาวะของผู้ใช้ สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่อบอุ่น เป็นมิตร และยั่งยืนต่ออนาคตของวงการแพทย์ไทย

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบเชิงทดลองพื้นที่ทางสังคมชาวแวรุงนายูพลัดถิ่น ย่านรามคำแหง 53 กรุงเทพมหานคร
ผู้แต่ง: อัลล์อามีน ดาโอะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 23

ปรากฏการณ์การย้ายถิ่นสู่เมืองของ “ผู้ไม่คุ้นเมือง” หรือประชากรแฝง เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขยายตัวของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไทย ผลสำรวจจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจพบว่ากว่าร้อยละ 50 ของประชากรในเมืองเป็นผู้ที่ย้ายมาจากต่างจังหวัดเพื่อการศึกษา การทำงาน หรือการอยู่อาศัย (Garip & Curran, 2014) สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาเมืองให้สามารถรองรับและตอบสนองต่อความต้องการของประชากรที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตเมืองเป็นครั้งแรก ซึ่งรวมถึงกลุ่มเยาวชนมลายูในย่านรามคำแหง กลุ่มเยาวชนมลายู หรือที่เรียกในภาษาพื้นถิ่นว่า “แวรุงนายู” คือเยาวชนมลายูจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในย่านรามคำแหง เพื่อแสวงหาโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ พร้อมทั้งนำวิถีชีวิต ภาษา และอัตลักษณ์ของตนมาก่อรูปเป็น “ชุมชนมลายูกลางเมือง” ที่มีลักษณะของการ “ร่วมฝัน” และ “ร่วมสู้” อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพมหานครจะมีการจัดเตรียมพื้นที่สาธารณะรองรับกิจกรรมอย่างหลากหลาย เช่น ตลาดนัด สวนสาธารณะ หรือพื้นที่เปิดโล่งต่าง ๆ แต่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงของแวรุงนายู ซึ่งประกอบด้วยการเรียน การทำงานเพื่อส่งเสียตนเอง และการพักผ่อนที่มีช่วงเวลาแตกต่างกัน ส่งผลให้ “พื้นที่ทางสังคม” ในความหมายเชิงวัฒนธรรมเดิมไม่สามารถเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะหลักของเมืองได้ หากแต่ไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กหรือพื้นที่เศษเหลือของเมือง เช่น ตรอก ซอกซอย หรือพื้นที่ริมคลองแสนแสบ ในรูปแบบของร้านน้ำชาและร้านอาหารพื้นถิ่น ซึ่งสะท้อนการปรับตัวของวัฒนธรรมในบริบทเมืองร่วมสมัย ทั้งนี้ แนวคิดการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงผู้คนสามารถพบได้ในงานออกแบบร่วมสมัย ดังเช่น ในสหรัฐอเมริกา Heatherwick Studio ได้ออกแบบ Little Island Park (2021) พื้นที่สาธารณะที่ทำให้ผู้คนเมืองรู้สึกเป็นชุมชน และในประเทศญี่ปุ่น Nishizawa ได้ออกแบบ Teshima Art Museum (2010) สถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสงบร่วมกันของผู้คน ซึ่งล้วนมุ่งสร้างประสบการณ์ร่วมและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในบริบทเมือง โครงการออกแบบเชิงทดลองพื้นที่ทางสังคมชาวแวรุงนายูพลัดถิ่น ย่านรามคำแหง 53 กรุงเทพมหานคร จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง “พื้นที่ทางสังคม” สำหรับคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มแวรุงนายู ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงมนุษย์กับสังคมและชุมชนเสมือนอย่างไร้ข้อจำกัดด้านศาสนา ความเชื่อ และเพศสภาพ ภายในโครงการประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ทางสังคมมลายู (Nayu Space) เช่น ร้านน้ำชาและร้านซักผ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ของการพบปะในชีวิตประจำวัน พื้นที่เรียนรู้ (Every Dream Space) สำหรับการต่อยอดความรู้และความฝัน และพื้นที่สงบสุขร่วมกัน (Stillness Space) ที่ส่งเสริมสมดุลทางจิตใจ โดยแนวคิดการออกแบบ “นายู พื้นที่จริง ของคนจริง” มุ่งเน้นการมองเห็นความงามของชีวิตตามความเป็นจริง (As it is) ผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางการสัญจรของผู้คนในเมือง เพื่อสร้างตรอกขนาดเล็กและกระจายกลุ่มอาคารจำนวน 6 หลังตามสเกลของตึกแถวเมือง เปิดมุมมองสู่บริบทโดยรอบอย่างตรงไปตรงมา อันนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตเมือง สังคม จิตใจ และพัฒนาเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมเพื่อการเยียวยาอย่างยั่งยืนในอนาคต

วิทยานิพนธ์ โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัสและการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของเจเนอเรชั่น Y
ผู้แต่ง: ณิชาพรรณ วัลละ ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 7 Full Text

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y กับข้อมูล เชิงประจักษ์ โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการทำวิจัยในครั้งนี้ คือ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ของร้านกาแฟ อีกทั้งสามารถนำผลการศึกษามาเป็นข้อมูลในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดของร้านกาแฟ รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อพัฒนาสื่อการตลาดของธุรกิจร้านกาแฟ ซึ่งตัวแปรในโมเดลประกอบด้วย ตัวแปรแฝง 3 ตัวได้แก่ การตลาดเชิงประสาทสัมผัส การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ การตัดสินใจ ใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่ม Gen-Y ทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี เกิดในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 จำนวน 300 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ อยู่ในเกณฑ์ดีโดยการตรวจสอบจากค่าสถิติไคร์สแควร์เท่ากับ 72.77 องศาอิสระ (df) เท่ากับ 75 ความน่าจะเป็น (p) เท่ากับ 0.55 ค่า GFI เท่ากับ 0.97 ค่า AGFI เท่ากับ 0.95 ค่า CFI เท่ากับ 1.00 ค่า SRMR เท่ากับ 0.02 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.00 ค่าสัมประสิทธิ์ การพยากรณ์เท่ากับ 0.77 แสดงว่า ตัวแปรทั้งหมดในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวน ของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y ได้ร้อยละ 77