PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

เรียกดูตามชื่อเรื่อง: 8 รายการ
รายงานวิจัย การประยุกต์กลยุทธ์ทางการตลาดในการพัฒนาการบริการของห้องสมุด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง
ผู้แต่ง: อุไร ไปรฮูยัน ปี: 2555 (พ.ศ.) VIEWS: 18 Full Text

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ นำเสนอกลยุทธ์ทางการตลาดในการพัฒนาการบริการของห้องสมุด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม เรื่อง การใช้และไม่ใช้ห้องสมุดของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง นำมาวิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนา โดยใช้อัตราส่วนร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลคือโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows Version 11.0 และใช้วิธีการศึกษาเอกสารเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ส่วนประสมทางการตลาดในการบริการห้องสมุดที่มีการดำเนินการมาแล้วจากการสังเคราะห์งานวิจัย โดยศึกษาจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมสำหรับห้องสมุดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์ทางการตลาดในการพัฒนาการบริการของห้องสมุดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ที่ได้ศึกษาจากส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ควรมีการจัดบริการจากโมเดลที่ได้จากผลการศึกษา คือ SIPPA-C Model ประกอบด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด 6 กลยุทธ์ ดังนี้ 1. การพัฒนาบริการใหม่ (S : Service development) พัฒนาบริการใหม่ ๆ จากทรัพยากรสารสนเทศที่ห้องสมุดให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนและทรัพยากรสารสนเทศตามความสนใจของผู้ใช้บริการ รวมทั้งมีการพัฒนาการบริการและคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง 2. การสร้างความประทับใจ (I : Impression) พัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีจิตสำนึกต่อการให้บริการ และมุ่งเน้นการบริการที่มีคุณภาพด้วยการสร้างความประทับใจในการบริการ 3. การสร้างความรักและความหลงใหลในการอ่าน (P : Passion for reading and learning) จัดสถานที่ห้องสมุดให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการอ่านและการเรียนรู้ โดยการสร้างบรรยากาศ ที่นั่งอ่าน การจัดพื้นที่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์และจิตวิญญาณของผู้ใช้บริการให้รักและหลงใหลในการอ่านและการเรียนรู้นำไปสู่ความผูกพันกับห้องสมุดอย่างยั่งยืน 4. การส่งเสริมการใช้บริการ (P : Promotion) การสื่อสารให้ผู้ใช้บริการรับทราบถึงบริการ ทรัพยากรสารสนเทศ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ห้องสมุดดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรสารสนเทศและบริการเกิดขึ้น และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของห้องสมุดให้ปรากฏแก่ผู้ใช้บริการ 5. การเพิ่มคุณค่าการบริการ (A : Add valued service) จัดกระบวนการและขั้นตอนการบริการให้ง่ายและสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ มีการใช้เทคโนโลยีในการจัดบริการ และพัฒนาการบริการที่เพิ่มคุณค่าแก่ผู้ใช้บริการ 6. การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการ (C : Customer Relationship Marketing-CRM) นำข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการมาสร้างความสัมพันธ์และมิตรภาพกับผู้ใช้บริการให้ผู้ใช้บริการเกิดความประทับใจ

หนังสือ การวิเคราะห์การจัดหาทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ปีงบประมาณ 2562-2564
ผู้แต่ง: อุไร ไปรฮูยัน ปี: 2565 (พ.ศ.) VIEWS: 24
บทความในการประชุมวิชาการ การวิเคราะห์การซ้ำและความคล้ายคลึงในผลงานทางวิชาการ: กรณีศึกษาการใช้โปรแกรม Turnitin ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง
ผู้แต่ง: อุไร ไปรฮูยัน ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 28 Full Text

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับความซ้ าและความคล้ายคลึงในผลงานทางวิชาการที่ส่งตรวจด้วย โปรแกรม Turnitin และเพื่อหาแนวทางป้องกันการคัดลอกผลงานทางวิชาการโดยมิชอบ วิธีการศึกษาได้รวบรวมข้อมูลจาก ไฟล์เอกสาร 26 ชิ้น ซึ่งส่งตรวจในระหว่างเดือนมิถุนายน 2565 ถึงเดือน ธันวาคม 2565 และวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงาน ต้นฉบับ (Originality Report) ผลการศึกษาพบว่า เอกสารที่มีความคล้ายคลึงเกิน 25% ส่วนใหญ่มีปัญหาจุดที่ต้องแก้ไข ในขณะที่เอกสารที่มีความซ้ าต่ ากว่า 25% ยังพบจุดที่ต้องปรับปรุงบางส่วน นอกจากนี้ผลการศึกษายังให้ความส าคัญในการ พัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิชาการ เช่น การสรุปความ การถอดความ และการอ้างอิงที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดปัญหาการ คัดลอกผลงานทางวิชาการโดยมิชอบ โปรแกรม Turnitin จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ส าคัญในการช่วยส่งเสริมจริยธรรมทาง วิชาการในมหาวิทยาลัย

วิทยานิพนธ์ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ กรณีศึกษาโรงงานผลิตไม้ยางพาราแปรรูปในจังหวัดตรัง
ผู้แต่ง: ราชันย์ ชูชาติ ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 4 Full Text

ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตไฟฟ้า ในโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารโรงงานผลิตไม้ยางพารา ต้นทุนระบบผลิตไฟฟ้าจาก แปรรูป และ ศึกษาความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการ โดยได้ศึกษากลุ่มโรงงานผลิตไม้ยางพารา ในจังหวัดตรัง ด้วยการเก็บข้อมูลจากกําลังแรงม้า และพื้นที่หลังคา จํานวน 23 โรงงาน และ การลงพื้นที่สํารวจข้อมูลปริมาณค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือน จํานวน 9 โรงงาน โดยข้อมูลทางด้านต้นทุน ของโครงการในส่วนข้อมูลจากผู้รับเหมาติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์คือ เซลล์แสงอาทิตย์ใช้ข้อมูลจากผู้รับเหมา 10 ราย และต้นทุนการทําความสะอาดและตรวจสอบระบบ เซลล์แสงอาทิตย์ใช้ข้อมูลจากผู้รับเหมา 4 ราย ส่วนข้อมูลจากร้านค้าผู้จําหน่ายอุปกรณ์เซลล์ แสงอาทิตย์คือ ต้นทุนอินเวอร์เตอร์ใช้ข้อมูลจากร้านจําหน่ายอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ 7 ร้าน โดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยของราคาต้นทุนจากข้อมูลทั้งหมดในแต่ละส่วน และการศึกษาผลตอบแทน จากการผลิตไฟฟ้าใช้เป็นหลักในการคํานวณจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและข้อมูลอื่นๆจากการสืบค้น มาใช้ประกอบกันในการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการผลิตไฟฟ้าในโครงการ การศึกษาความคุ้มค่า ทางการเงินของโครงการ โดยใช้เครื่องมือ 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 วิเคราะห์ต้นทุนโครงการ ประกอบด้วย 2 เครื่องมือคือ ต้นทุนระบบต่อขนาดกําลังผลิต Unit Cost และ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ต่อหน่วย CFP ส่วนที่ 2 วิเคราะห์ทางการเงินของโครงการประกอบด้วย 5 เครื่องมือคือปัจจุบันสุทธิ NPV อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน BCR อัตราผลตอบแทนภายในของโครงการ IRR ระยะคืน ทุน PB และระยะคืนทุน DPB นอกจากนี้เพื่อให้ผลการวิเคราะห์นําไปใช้ในการตัดสินใจของ ผู้ประกอบการได้ดี จึงได้ทําการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการแบบ Partial sensitivity ที่ การเปลี่ยนแปลง 5%, 10%, 15% และ 20% ใน 4 แบบคือ 1. ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้คิดลดมีอัตราเพิ่มขึ้น 2. เครื่อง Inverter มีอายุการใช้งานที่น้อยกว่าปกติ 3. แผงโซลาเซลล์ที่ใช้มันมีค่าความเสื่อมเพิ่มขึ้น มากกว่าที่เป็นค่ามาตรฐาน 4. ฤดูการณ์ทําให้ผลผลิตกระแสไฟฟ้าลดลงน้อยกว่าเดิม ผลการศึกษาสามารถแบ่งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ออกเป็น 4 ขนาดคือ 0-10 kW, 11-50 kW, 51-100 kW, > 100 kW พบว่าโรงงานที่ใช้ศึกษาทั้ง 9 โรงงานอยู่ในขนาดที่ 11-50 kW, 51-100 kW และ > 100 kW โดยส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ต้นทุนและผลผลิตของโครงการพบว่า ต้นทุนรวมระบบต่อขนาดกําลังผลิตที่ขนาด >100kW เท่ากับ 40,978 บาทต่อกิโลวัตต์ ที่ 51-100kW เท่ากับ 47,514 บาทต่อกิโลวัตต์ และที่ 11-50kW เท่ากับ 54,557 บาทต่อกิโลวัตต์ แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลต้นทุนรวมของระบบต่อขนาดกําลังผลิตจะมีความประหยัดต่อขนาดเมื่อกําลังผลิตติดตั้งที่มี ขนาดใหญ่ขึ้น ในส่วนของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยพบว่าที่ >100kW เท่ากับ 2.32 บาทต่อ หน่วย ที่ 51-100kW เท่ากับ 2.69 บาทต่อหน่วย และที่ 11-50kW เท่ากับ 3.08 บาทต่อหน่วย โดย ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยทั้ง 3 ขนาด มีค่าน้อยกว่าเกณฑ์ค่าไฟฟ้าในช่วง Peak ที่ 4,2097 บาท ต่อหน่วย แสดงว่าโครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์ทางการเงินของ โครงการพบว่าทั้ง 3 ขนาดกําลังผลิตติดตั้งที่ 11-50 kW, 51-100 kW และ > 100 kW มีมูลค่าปัจจุบัน สุทธิ NPV ที่เป็นบวก, อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน BCR ที่มีค่ามากกว่า 1, อัตราผลตอบแทน ภายในของโครงการ IRR มากกว่าเกณฑ์อัตราดอกเบี้ยเงินกู้, ระยะคืนทุนแบบง่าย PB มีอายุน้อย กว่าอายุโครงการ และ ระยะคืนทุนแบบคิดลดกระแสเงินสด DPB มีอายุน้อยกว่าอายุโครงการ แสดงให้เห็นว่าโครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน วิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการพบว่า กรณีดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้คิดลดมีอัตราเพิ่มขึ้น ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW และ 51-100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยได้ 5% และ ที่กําลังผลิตติดตั้ง >100kW จะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยได้ 5% และ 10% กรณีเครื่อง Inverter มีอายุการใช้งานลดลง ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW, 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงอายุที่ลดลงได้ 5%, 10%, 15% และ 20% กรณีแผงโซลาเซลล์มีค่า ความเสื่อมเพิ่มขึ้น ที่กําลังผลิตติดตั้ง 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง ความเสื่อมเพิ่ม 5% และที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW ไม่สามรถรองรับการเปลี่ยนแปลงความเสื่อม เพิ่ม กรณีปริมาณความเข้มแสงที่ได้รับลดลง ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW, 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงความเข้มแสงที่ลดลงได้ 5%, 10%, 15% และ 20%

บทความวารสาร การศึกษาคุณสมบัติของคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพารา: แนวทางใหม่ ของวัสดุก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม
ผู้แต่ง: วรวุฒิ มัธยันต์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 28 Full Text

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพาราบด (พันธุ์ RRIM600) ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรที่มีปริมาณมาก มีน้ำหนักเบา มีความแข็งแรงเนื่องจากมีส่วนประกอบของเซลลูโลสสูง เพื่อเป็นวัสดุทดแทนมวลรวมหยาบ (หินเกล็ด) ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติในความเป็นฉนวนกันความร้อน ลดน้ำหนัก และลดต้นทุนการผลิต โดยไม่ส่งผลต่อค่าความต้านทานแรงอัด (≥ 2.5 MPa) เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก. 58-2533) รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (k) คุณสมบัติด้านอุณหภูมิภายในอาคารภาคสนาม โดยใช้เปลือกเมล็ดยางพาราแทนที่หินเกล็ดในอัตราส่วนร้อยละ 0–100 (ช่วงห่างร้อยละ 10) โดยน้ำหนัก พบว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดคือ การแทนที่ร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก (สัดส่วน A2) ซึ่งให้ค่าความต้านทานแรงอัดเฉลี่ย 4.98 MPa มีน้ำหนักลดลงร้อยละ 10.58 โดยเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่ไม่ผสมเปลือกเมล็ดยางพารา (สัดส่วน A0) เมื่อขึ้นรูปเป็นคอนกรีตบล็อกมาตรฐานขนาด 19 x 39 x 7 ซม. พบว่า น้ำหนักลดลงร้อยละ 7.00 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่มีขายทั่วไป ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนเฉลี่ยลดลงร้อยละ 18.87 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่ไม่ผสมเปลือกเมล็ดยางพารา (สัดส่วน A0) และลดลงร้อยละ 21.40 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่มีขายทั่วไป แสดงถึงประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนกันความร้อน ในด้านการทดสอบด้านอุณหภูมิในอาคารจำลองภาคสนาม พบว่า อุณหภูมิสูงสุดภายในอาคารจำลองช่วงเวลากลางวันของอาคารที่ก่อผนังด้วยคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพาราต่ำกว่าอาคารจำลองที่ก่อผนังด้วยคอนกรีตบล็อกทั่วไป 1.04 °C อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้โดยมีราคาต่ำกว่าคอนกรีตบล็อกตามท้องตลาดร้อยละ 7.70 งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเปลือกเมล็ดยางพาราในการพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมยางพารา ประหยัดพลังงาน และช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างลงได้

วิทยานิพนธ์ การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับโมบายแบงก์กิ้งแอพพลิเคชั่นของกลุ่มประชากรในเขตจังหวัดสงขลา
ผู้แต่ง: นันตชัย กลับดี ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 6 Full Text

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับโมบายแบงค์กิ้ง แอพพลิเคชั่นของกลุ่มประชากรในเขตจังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่ทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา โดยอาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา จํานวน 400 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) และการวิเคราะห์โมเดลสมการ เชิงโครงสร้าง (Structural Equation Modeling :SEM) ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ร้อยละ 65.5 มีอายุระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 50.3 มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 67.3 มีอาชีพพนักงานบริษัท ร้อยละ 32.5 มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 10,001-20,000 บาท และรายได้ ต่อเดือนระหว่าง 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 28.3 และมีสถานภาพโสด ร้อยละ 64.5 ปัจจัยที่มี อิทธิพลต่อการยอมรับโมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลําดับค่าเฉลี่ยพบว่า ลําดับแรก คือ ด้านความคาดหวังด้าน สมรรถภาพ รองลงมา คือ ด้านความเคยชินและด้านการรับรู้ความเสี่ยง ตามลําดับการยอมรับโมบาย แบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อเรียง ตามลําดับค่าเฉลี่ยพบว่า ลําดับแรก คือ ยอมรับการทําธุรกรรมทาง การเงินผ่านโมบายแบงค์กิ้ง แอพพลิเคชั่นและมีแนวโน้มที่จะใช้บริการมากขึ้นในอนาคต รองลงมา คือ เมื่อต้องการทําธุรกรรม ทางการเงินจะเลือกใช้บริการโมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นแทนการทําธุรกรรมที่สาขาธนาคาร และ หากข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการและประโยชน์ของการทําธุรกรรมผ่านโมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นที่ เพียงพอจะส่งเสริมให้ยอมรับและใช้บริการมากขึ้น ตามลําดับปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางตรงต่อการยอมรับ โมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นของกลุ่มประชากรในเขตจังหวัดสงขลา ได้แก่ ความคาดหวังในประสิทธิภาพ สภาพสิ่งอํานวยความสะดวกในการใช้งาน มูลค่าราคา ความเคยชิน และแรงจูงใจด้านความบันเทิง ซึ่งสามารถอธิบายการยอมรับโมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่น ได้ร้อยละ 66.70 (R2 = 0.667) ทั้งยัง มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางอ้อมได้แก่ความคาดหวังในความพยายามซึ่งสามารถอธิบายปัจจัยความ คาดหวังในประสิทธิภาพ ร้อยละ 42.6 (R = 0.426) และยังมีปัจจัยที่ส่งผลทางอ้อมอีก 1 ตัวแปร ได้แก่ ความคาดหวังในความพยายาม ซึ่งสามารถอธิบายปัจจัยแรงจูงใจด้านความบันเทิง ร้อยละ 27.10 (R2= 0.271)

วิทยานิพนธ์ การศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace
ผู้แต่ง: พิงคุณ สุขลิ้ม ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 23 Full Text

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ 2) ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ และ 3) เปรียบเทียบ การรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อกลุ่มพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มผู้บริโภคทั้งเพศชายและหญิงที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Social Commerce และ E - Marketplace จํานวน 420 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T - test) การทดสอบค่าเอฟ (F - test) และ การทดสอบไคสแควร์ (Chi - square test) ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 9.00 อายุ 20 - 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 50.71 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 78.10 มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว คิด เป็นร้อยละ 28.36 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 66.19 และมีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 39.05 การรับรู้ความเสี่ยงจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่สั่งซื้อสินค้าประเภทแฟชั่นมาเป็น ลําดับที่ 1 ความสวยความงามมาเป็นลําดับที่ 2 และวัสดุอุปกรณ์/เครื่องมือ/เครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นลําดับ ที่ 3 มีค่าใช้จ่ายในเฉลี่ยต่อครั้ง 500 - 1,000 บาท ความถี่เฉลี่ยต่อเดือน 1 - 3 ครั้ง และเหตุผลที่เลือกซื้อ สินค้าออนไลน์คือสะดวกรวดเร็ว ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงทั้ง 6 ด้านมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อ สินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace พบว่า ไม่มีความ แตกต่างกัน

บทความในการประชุมวิชาการ การสร้างแพลตฟอร์มส่งคำขอใช้บริการสารสนเทศโดยใช้เครื่องมือไมโครซอฟต์ของห้องสมุด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง

การสร้างแพลตฟอร์มส่งคำขอใช้บริการสารสนเทศของห้องสมุดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับส่งคำขอใช้บริการสารสนเทศในรูปแบบของแบบฟอร์มดิจิทัล โดยนำเครื่องมือจากไมโครซอฟต์ ซึ่งประกอบด้วย Microsoft Forms, SharePoint และ Power Automate ที่ช่วยให้การขอใช้บริการสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา แพลตฟอร์มบริการของห้องสมุด จัดแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้ 1) บริการสนับสนุนการวิจัย 2) บริการทรัพยากรสารสนเทศ 3) บริการสมาชิกห้องสมุด และ 4) บริการอื่น ๆ ผู้ใช้สามารถกรอกข้อมูลคำขอใช้บริการผ่าน Microsoft Forms โดยข้อมูลถูกจัดเก็บใน SharePoint และใช้ Power Automate จัดการ Workflow เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและลดข้อผิดพลาด การประเมินผลของโครงการเป็นการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรที่ใช้บริการของห้องสมุดที่กรอกข้อมูลผ่านแบบฟอร์มดิจิทัล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ทาง Microsoft Form สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) และอัตราส่วนร้อยละ (Percentage) ผู้ใช้ห้องสมุดมีความพึงพอใจต่อแพลตฟอร์มส่งคำขอใช้บริการในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะในด้านความเร็วในการตอบสนองของแบบฟอร์ม การพัฒนาแพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้ห้องสมุดสามารถให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีความสอดคล้องกับการใช้งานในยุคดิจิทัล