ปีที่เผยแพร่ (Year) (ค.ศ.)
แสดงเป็นปี ค.ศ. สำหรับการค้นหาและกรอง
เลือกตัวกรองแล้วกดปุ่มเพื่อค้นหา
ผลการค้นหา: 10 รายการ
บทความวารสาร
Shariah-Compliant Attributes and Muslims’ Intention to Visit Non-Muslim Countries
ผู้แต่ง:
Ammarn Sodawan
ปี: 2026 (ค.ศ.)
VIEWS: 25
This study examined the influence of Shariah-oriented attributes on Indonesian Muslims’ intention to visit Thailand, which is a non-Muslim country. This stimulus–organism–response (SOR) model was used to examine the relationships between Shariah-oriented tangible and intangible attributes (stimulus), perceived halal safety and Muslim trust (organism), and visit intention (response). The data from 387 Indonesian Muslim respondents were analyzed using partial least squares structural equation modelling combined with Importance–Performance Map Analysis (IPMA). The results supported six of seven hypotheses establishing that Shariah-oriented attributes significantly influenced perceived halal safety, Muslim trust, and visit intention. Notably, perceived halal safety showed a significant direct negative effect on visit intention (β = −0.108, p < 0.05); it did not significantly mediate the relationship between Shariah-oriented attributes and visit intention (β = −0.049, p = 0.059). Muslim trust demonstrates a strong positive mediating effect (β = 0.236, p < 0.001). The IPMA results revealed that Shariah-oriented tangible attributes demonstrated both high importance and excellent performance, while intangible attributes showed high importance but moderate performance, indicating a priority area for improvement. These findings highlight that Muslim trust and tangible Shariah-compliant attributes are crucial for attracting Muslim tourists to non-Muslim destinations, providing valuable insights for tourism stakeholders.
บทความวารสาร
A Comparative Analysis of Lightweight CNN Architectures for Wi-Fi CSI-Based Fall Detection
Fall detection for elderly care has gained substantial research attention, with Wi-Fi Channel State Information (CSI) emerging as a promising non-intrusive sensing modality that addresses privacy concerns associated with camera-based systems. However, the adoption of deep learning in this domain requires models that balance high accuracy with computational efficiency, enabling deployment on resource-constrained devices. This study presents a comparative analysis of four lightweight Convolutional Neural Network (CNN) architectures-MobileNetV2, MobileNetV3, EfficientNet-B0, and ShuffleNetV2-that has been presented for Wi-Fi CSI-based fall detection. The models were evaluated using classification metrics, including accuracy, loss, precision, recall, and F1-score, as well as efficiency metrics such as model size, parameter count, FLOPs, and inference time. Experimental results showed that the highest classification accuracy of 98.61% was achieved by EfficientNet-B0, along with the lowest loss and best F1-score (0.986), while a near-fastest inference time of 8.53 ms was maintained. This combination of predictive performance and computational efficiency has been demonstrated to highlight strong potential for practical, real-time fall detection applications. Meanwhile, ShuffleNetV2 achieved a comparable accuracy of 98.47% and an $F 1$-score of 0.985, with the fastest inference time of $\mathbf{7. 1 9}$ ms and a small model size of only 5.21 MB. These results indicate that ShuffleNetV2 provides an excellent trade-off between accuracy and computational cost, making it a highly suitable candidate for deployment on real-time edge devices.
วิทยานิพนธ์
โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา
ผู้แต่ง:
อาฟิก แฮะ
ปี: 2568 (พ.ศ.)
VIEWS: 35
ไม้ คือ วัสดุที่ใช้ในการประกอบสร้างบ้านเรือนของประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณ ไม้ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมช่างไม้และภูมิปัญญาที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น แสดงถึงรากเหง้าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อย่างไรก็ดีมีการส่งต่อวัฒนธรรมเหล่านี่กันในหมู่ครอบครัว สายสกุลช่าง ดังเช่น “สล่า” ในภาคเหนือ “ช่าง” ในภาคกลาง หรือ “ตูเก” ในภาคใต้โดยเฉพาะในชุมชนมลายู ปัจจุบันมีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ทันสมัยรวดเร็วและแข็งแรงทำให้ผู้คนหันไปเลือกวิธีการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการละทิ้งมรดกที่มีคุณค่าและขาดการสืบทอดส่งผลให้ให้องค์ความรู้ด้านช่างไม้หายไป “แล้วจะทำอย่างไรให้มรดกทางวัฒนธรรมของช่างไม้ยังคงอยู่และสืบสานต่อไปได้โดยเฉพาะในบริบทของมลายู?”
ตูเก คือ ผู้รังสรรค์วัฒนธรรมช่างไม้ท้องถิ่นที่มีคุณค่าด้านสถาปัตยกรรม เช่น มัสยิดไม้วาดีลฮูเซ็น (มัสยิด300ปี) จังหวัดนราธิวาส หรือมัสยิดไม้อาโห (มัสยิด400ปี) จังหวัดปัตตานี อย่างไรก็ดี เมื่อตูเกไม่มีผู้การสืบสารและได้รับองค์ความรู้จึงส่งผลให้มัสยิดหรือสถาปัตยกรรมไม้อื่นๆ ขาดการดูแลซ่อมอย่างถูกวิธี รวมไปถึงขาดการต่อยอดความรู้ใหม่ในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นมลายูในอนาคต ในประญี่ปุ่นมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านช่างไม้ผ่านสถาปัตยกรรม ดังเช่น ศาลเจ้าอิเสะ มีการรื้อสร้างประกอบทุก 20 ปีให้คนรุ่นใหม่ได้มีความรู้การสร้างในรูปแบบพื้นถิ่นดั้งเดิม (ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข/2019) “หากจะส่งต่อภูมิปัญญาแบบชาวบ้านญี่ปุ่นในวัฒนธรรมมลายู ควรมีลักษณะอย่างไร?” ชุมชนห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เป็นชุมชนช่างไม้มุสลิม (แวกาจิ/2568) ที่มีการตั้งถิ่นฐาน จากการเปิดป่าโดยกลุ่มช่างไม้ชาวบ้านมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับไม้ในป่าและพัฒนาการสร้างบ้านแบบตนเอง ซึ่งชุมชนนี้ยังคงหลงเหลือภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านเทคนิคการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นโดยเฉพาะผู้มีความรู้ด้านช่างไม้ อาศัยศาสนสถานที่ทำหน้าที่รวมผู้คนเป็นเครื่องมือในการรักษาภูมิปัญญาไม้ท้องถิ่น โดยใช้การมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมัสยิดด้วยมือของชาวชุมชนการสร้างวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ยึดโย่งรูปแบบเดิม ทว่านำองค์ความรู้ต่อยอดเป็นสถาปัตยกรรมมัสยิดไม้ร่วมสมัยเหมาะกับคนปัจจุบันและสร้างโดยคนปัจจุบัน (ยางนาสตูดิโอ,2023)
โครงการออกแบบมัสยิดไม้เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาช่างไม้พื้นถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ บ้านห้วยกระทิง อำเภอกรงปีนัง จังหวััดยะลา เป็นโครงการที่มีแนวคิดที่จะส่งต่อองค์ความรู้ผ่านผู้คนในชุมชน โดยอาศัยเทคนิควิธีแบบชาวบ้านในการก่อร่างสร้างสถาปัตยกรรมมัสยิด ในโครงการใช้พื้นที่มัสยิดเดิมและต่อขยายเพิ่มพื้นที่ก่อสร้างจำนวน 4.7 ไร่จากการบริจาคที่ดินของชาวชุมชนรวมไปถึงการได้รับแหล่งทุนจากภายนอก โครงการประกอบด้วยมัสยิดไม้ทำมือรองรับการละหมาด พื้นที่ลานกิจกรรมพิเศษและรองรับการละหมาดในวันสำคัญ โครงการวางแผนในการรื้อมัสยิดหลังเดิม โดยการเริ่มปลูกไม้หลุมพอ46ต้นและไม้ตะเคียน26ต้น เมื่อครบ20-40ปี จะมีการโค่นไม้และรื้อถอนมัสยิดหลังเดิม และนำมาปูพื้นเป็นฐานรากของมัสยิดไม้ตะเคียนจะถูกทำเป็นโครงสร้าง และไม้หลุมพอจะถูกแปรรูปเป็นพื้น ฝ้า ของมัสยิด มัสยิดทำมือเป็นแนวหลักคิดในการก่อรูปด้วยวิธีและเทคนิกแบบท้องถิ่นที่มีความง่ายและตรงไปตรงมา ถอดประกอบได้เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านรวมกันโค่น แปรรูป และลาย และประกอบมัสยิดจะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เพื่อทุกคนและทุกช่วงวัย มีอาคารประกอบเป็นเป็นอาคารเรียนรู้วัฒนธรรมอิสลาม ช่างไม้และห้องน้ำและที่อาบน้ำละหมาด ผลลัพธ์ คือ คู่มือประกอบมัสยิดที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกทางวัฒนะธรรมให้ผู้คนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมช่างไม้แบบตูเก สถาปัตยกรรมถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้ยั่งยืน
วิทยานิพนธ์
โครงการออกแบบอาคารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
ผู้แต่ง:
วาฟะ หะยีดาโอะ
ปี: 2568 (พ.ศ.)
VIEWS: 20
รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบาย “ผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย” เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จึงได้รับการพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้ง คณะแพทยศาสตร์ แห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางการแพทย์ของภาคใต้ตอนกลาง โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และสุขภาวะทางจิตใจของนักศึกษา
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ความเครียดและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพจิตและการเรียนรู้ โดยมีรายงานข่าวและงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการฆ่าตัวตายของนักศึกษาแพทย์ในหลายสถาบัน ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยังไม่เอื้อต่อสุขภาวะองค์รวมของผู้เรียน งานออกแบบนี้จึงนำแนวคิดจาก ทฤษฎี Healing Architecture (สถาปัตยกรรมเพื่อการเยียวยา) และ Learning Environment (สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้) มาผสมผสานกับแนวคิดด้านจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอาคารที่เอื้อต่อทั้งการเรียนรู้และการเยียวยาทางใจ นอกจากนี้ยังมีการศึกษา กรณีอาคารเรียนแพทย์ในปัจจุบัน เพื่อวิเคราะห์การจัดวางฟังก์ชัน ระบบการสัญจร และบรรยากาศภายในอาคาร เพื่อนำมาปรับปรุงให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ที่ลดความตึงเครียดและกระตุ้นการปฏิสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ ของชีวิตนักศึกษาแพทย์
โครงการออกแบบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จึงมุ่งเน้นการสร้างอาคารเรียนและพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้ทางการแพทย์อย่างครบวงจร ประกอบด้วยพื้นที่การเรียนการสอน ห้องปฏิบัติการ ห้องกายวิภาค ห้องสมุด ห้องพักอาจารย์ พื้นที่กิจกรรม พื้นที่พักผ่อน และศูนย์สุขภาพจิตนักศึกษา โดยออกแบบให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง นักศึกษา อาจารย์ ชุมชน ผ่านพื้นที่กลางที่ส่งเสริมการพบปะและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการนี้มุ่งสร้างต้นแบบของ คณะการแพทย์ที่เยียวยาทั้งกายและใจ โดยใช้สถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือฟื้นฟูสุขภาวะของผู้ใช้ สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่อบอุ่น เป็นมิตร และยั่งยืนต่ออนาคตของวงการแพทย์ไทย
วิทยานิพนธ์
โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา
ผู้แต่ง:
ธีรพล สืบพงษ์
ปี: 2568 (พ.ศ.)
VIEWS: 22
เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่มีระบบนิเวศทางทะเลสมบูรณ์และอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาวเลที่เข้มแข็ง ทว่าการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงปริมาณซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี ได้สร้างความท้าทายต่อการรักษาความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอ “โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเล” เพื่อเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมที่พักอาศัยระดับพรีเมียมที่ใช้การออกแบบเป็นการขับเคลื่อนความยั่งยืน
กระบวนการศึกษาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์บริบททางสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนชาวเล เพื่อนำมาสังเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น การออกแบบเพื่อความยืดหยุ่น และหลักการออกแบบที่ยั่งยืนให้เหมาะสมกับพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยเน้นการสำรวจภาคสนามและการวิเคราะห์ปัจจัยทางกายภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การวางผังโครงการที่สามารถบูรณาการพื้นที่พักผ่อนเข้ากับกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของชุมชนได้อย่างกลมกลืน
โครงการรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยววิถีชาวเลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ถ่ายทอดอัตลักษณ์วิถีชาวเลและภูมิปัญญาเครื่องมือประมงพื้นบ้านผ่านการลดทอนรูปทรงสู่องค์ประกอบสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้นที่โดดเด่น โดยให้ความสำคัญกับการวางผังอาคารแบบกระจายตัวและรักษาระบบนิเวศดั้งเดิม พร้อมจัดลำดับทางสัญจรที่เชื่อมต่อจากพื้นที่ส่วนกลางเข้าสู่พื้นที่กิจกรรมวิถีชีวิตอย่างเป็นระบบตัวอาคารเน้นการสร้างสภาวะน่าสบายด้วยพื้นที่ "กึ่งภายนอก" เพื่อส่งเสริมการระบายอากาศธรรมชาติ ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศชายฝั่ง อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ความยืดหยุ่นผ่านการบูรณาการวัสดุท้องถิ่นอย่างไม้และไม้ไผ่เข้ากับเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ เพื่อสร้างโครงสร้างที่มีความทนทานต่อลมมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักแรมระดับพรีเมียมแต่ยังทำหน้าที่เป็น "พื้นที่สื่อสารทางสถาปัตยกรรม" ที่ช่วยยกระดับมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์มรดกทางวัฒนธรรมในระดับสากล
วิทยานิพนธ์
โครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียม ในพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
ผู้แต่ง:
นดา หนูชูสุข
ปี: 2568 (พ.ศ.)
VIEWS: 5
พื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่เขตป่านันทนาการของกรมป่าไม้ มีลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสูง มีทะเลหมอกปกคลุมตลอดปี ล้อมรอบด้วยป่าอุดมสมบูรณ์และชุมชนหลายชาติพันธุ์ การพัฒนาพื้นที่นี้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการพักผ่อนเชิงอนุรักษ์จึงมีความสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสูงแต่การจัดการและการใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่ การสร้างโครงการที่พักเชิงพิเศษจึงมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นต้นแบบโครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียม ให้กับป่านันทนาการทั่วประเทศไทย
การศึกษานี้เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาหลักของพื้นที่ ซึ่งปัญหาหลักคือยังไม่มีที่พักระดับพรีเมียมรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์พักผ่อนคุณภาพสูง การศึกษาเริ่มจากการศึกษาบริบททางสังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สถานที่ท่องเที่ยว ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หลักการการเกิดหมอก และเกณฑ์การออกแบบภายใต้พื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอก
อัยเยอร์เวง เพื่อนำมาสังเคราะห์ร่วมกับกรอบแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น การออกแบบเพื่อความยืดหยุ่นและหลักการออกแบบที่ยั่งยืนให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชันตามแนวสันเขา โดยกระบวนการศึกษาเน้นการสำรวจภาคสนามและวิเคราะห์ปัจจัยทางกายภาพอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่กระบวนการวางผังโครงการที่สามารถบูรณาการพื้นที่พักผ่อนเข้ากับกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม การเรียนรู้วิถีชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน
โครงการที่พักเชิงนิเวศระดับพรีเมียมในพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ซึ่งประกอบด้วยโซนเวลเนสและรีทรีทสำหรับผ่อนคลาย เช่น สปาธรรมชาติ นวดสมุนไพร โยคะ และสมาธิ รวมถึงกิจกรรมผจญภัยเชิงนิเวศ เช่น ซิปไลน์ เดินป่า และเยี่ยมชมหมู่บ้านวัฒนธรรม เจ้าของโครงการคือหน่วยงานพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่วนผู้ใช้สอยหลักคือนักท่องเที่ยวที่มุ่งพักผ่อนและเรียนรู้วิถีชุมชน โครงการนี้มุ่งสร้างต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ป่านันทนาการอย่างสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น
แนวคิดหลักของโครงการคือ “Retreat in the Mist” มุ่งเน้นการพักผ่อนแบบรีทรีทและเวลเนส พร้อมกิจกรรมผจญภัยเชิงนิเวศ เช่น ซิปไลน์ เดินป่า และชมหมู่บ้านวัฒนธรรม การออกแบบอ้างอิงกรณีศึกษา Four Seasons Tented Camp Golden Triangle ซึ่งเป็นรีสอร์ทเชิงอนุ-รักษ์บนภูเขา แต่โครงการได้ปรับรูปแบบให้เหมาะกับภูมิอากาศอบอุ่นชื้นและทะเลหมอกตลอดปีของพื้นที่ภาคใต้ พร้อมจัดแบ่งพื้นที่ตามแบบ “Layer of retreat” ที่จัดแบ่งพื้นที่การเข้าถึง จากส่วนสาธารณะ กึ่งสาธารณะ และส่วนส่วนตัว เพื่อตอบโจทย์ลำดับการบำบัดและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ส่งผลให้โครงการทำหน้าที่เป็นโครงการที่พักเชิงนิเวศต้นแบบให้กับพื้นที่ป่านันทนาการทั่วประเทศไทยที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน
วิทยานิพนธ์
โครงการออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ตำบลหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา
ผู้แต่ง:
อบาดี้ ปาตี
ปี: 2568 (พ.ศ.)
VIEWS: 21
จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านพหุวัฒนธรรม โดยมีชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน “ตำบลหน้าถ้ำ” นับเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ทั้งในด้านแหล่งโบราณสถาน เช่น วัดคูหาภิมุข วิถีชีวิตชุมชน และแหล่งผลิตสินค้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ อาทิ ผ้าสีมายา และผลิตภัณฑ์ OTOP อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังขาดการพัฒนาในด้านระบบบริการนักท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน และแหล่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การใช้ประโยชน์พื้นที่ยังไม่เต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดพื้นที่ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม การแสดง และการจำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรายได้และการเผยแพร่อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชนที่สามารถรองรับการใช้งานร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรม การเรียนรู้ และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ผ่านแนวคิดการออกแบบเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงพื้นที่และกิจกรรมเข้าด้วยกันในลักษณะโครงข่าย เพื่อกระจายการใช้งานและสร้างเส้นทางการเรียนรู้ภายในพื้นที่ โครงการได้กำหนดพื้นที่ตั้งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ 1 พื้นที่ต้อนรับและศูนย์รวมการเรียนรู้ กิจกรรมหลักสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว พื้นที่ 2 พื้นที่เชื่อมต่อโครงการกับบริบทโดยรอบ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่บริการและพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่ 3 พื้นที่สนับสนุนกิจกรรมดั้งเดิมและส่งเสริมอัตลักษณ์ของชุมชน รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่
แนวทางการออกแบบให้ความสำคัญกับบริบททางกายภาพ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยนำแนวคิดสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นร่วมสมัยมาประยุกต์ใช้ ผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยและมลายูให้เกิดความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม ขณะเดียวกันได้มีการออกแบบให้เกิดความร่วมสมัยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพื้นที่ การวางผังโครงการคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติและใช้ศักยภาพของพื้นที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับภัยพิบัติและส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว ผลลัพธ์ของโครงการจึงมุ่งหวังให้สถาปัตยกรรมเป็นกลไกในการเชื่อมโยงชุมชน วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
คู่มือปฏิบัติงาน
คู่มือปฏิบัติงาน เรื่อง การทำรายงานการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง
ผู้แต่ง:
ปิยมาศ ดีแก้ว
ปี: 2568 (พ.ศ.)
VIEWS: 20
บทความวารสาร
การศึกษาคุณสมบัติของคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพารา: แนวทางใหม่ ของวัสดุก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม
ผู้แต่ง:
วรวุฒิ มัธยันต์
ปี: 2568 (พ.ศ.)
VIEWS: 18
Full Text
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพาราบด (พันธุ์ RRIM600) ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรที่มีปริมาณมาก มีน้ำหนักเบา มีความแข็งแรงเนื่องจากมีส่วนประกอบของเซลลูโลสสูง เพื่อเป็นวัสดุทดแทนมวลรวมหยาบ (หินเกล็ด) ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติในความเป็นฉนวนกันความร้อน ลดน้ำหนัก และลดต้นทุนการผลิต โดยไม่ส่งผลต่อค่าความต้านทานแรงอัด (≥ 2.5 MPa) เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก. 58-2533) รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (k) คุณสมบัติด้านอุณหภูมิภายในอาคารภาคสนาม โดยใช้เปลือกเมล็ดยางพาราแทนที่หินเกล็ดในอัตราส่วนร้อยละ 0–100 (ช่วงห่างร้อยละ 10) โดยน้ำหนัก พบว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดคือ การแทนที่ร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก (สัดส่วน A2) ซึ่งให้ค่าความต้านทานแรงอัดเฉลี่ย 4.98 MPa มีน้ำหนักลดลงร้อยละ 10.58 โดยเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่ไม่ผสมเปลือกเมล็ดยางพารา (สัดส่วน A0) เมื่อขึ้นรูปเป็นคอนกรีตบล็อกมาตรฐานขนาด 19 x 39 x 7 ซม. พบว่า น้ำหนักลดลงร้อยละ 7.00 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่มีขายทั่วไป ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนเฉลี่ยลดลงร้อยละ 18.87 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่ไม่ผสมเปลือกเมล็ดยางพารา (สัดส่วน A0) และลดลงร้อยละ 21.40 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่มีขายทั่วไป แสดงถึงประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนกันความร้อน ในด้านการทดสอบด้านอุณหภูมิในอาคารจำลองภาคสนาม พบว่า อุณหภูมิสูงสุดภายในอาคารจำลองช่วงเวลากลางวันของอาคารที่ก่อผนังด้วยคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพาราต่ำกว่าอาคารจำลองที่ก่อผนังด้วยคอนกรีตบล็อกทั่วไป 1.04 °C อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้โดยมีราคาต่ำกว่าคอนกรีตบล็อกตามท้องตลาดร้อยละ 7.70
งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเปลือกเมล็ดยางพาราในการพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมยางพารา ประหยัดพลังงาน และช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างลงได้
วิทยานิพนธ์
การศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace
ผู้แต่ง:
พิงคุณ สุขลิ้ม
ปี: 2562 (พ.ศ.)
VIEWS: 12
Full Text
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ 2) ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ และ 3) เปรียบเทียบ การรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อกลุ่มพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มผู้บริโภคทั้งเพศชายและหญิงที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Social Commerce และ E - Marketplace จํานวน 420 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T - test) การทดสอบค่าเอฟ (F - test) และ การทดสอบไคสแควร์ (Chi - square test) ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 9.00 อายุ 20 - 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 50.71 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 78.10 มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว คิด เป็นร้อยละ 28.36 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 66.19 และมีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 39.05 การรับรู้ความเสี่ยงจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่สั่งซื้อสินค้าประเภทแฟชั่นมาเป็น ลําดับที่ 1 ความสวยความงามมาเป็นลําดับที่ 2 และวัสดุอุปกรณ์/เครื่องมือ/เครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นลําดับ ที่ 3 มีค่าใช้จ่ายในเฉลี่ยต่อครั้ง 500 - 1,000 บาท ความถี่เฉลี่ยต่อเดือน 1 - 3 ครั้ง และเหตุผลที่เลือกซื้อ สินค้าออนไลน์คือสะดวกรวดเร็ว ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงทั้ง 6 ด้านมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อ สินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace พบว่า ไม่มีความ แตกต่างกัน