PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 4 รายการ
วิทยานิพนธ์ ปัจจัยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าของการใช้บริการและการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุของผู้ประกอบการ Social Commerce ในประเทศไทย
ผู้แต่ง: ธีระ กุลวรวิทย์ ปี: 2565 (พ.ศ.) VIEWS: 7 Full Text

ในปัจจุบันการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ประกอบการ หันมาจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านสื่อออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Social Commerce มากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจด้านการขนส่งพัสดุเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภค มีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการมีการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพ การให้บริการ ราคา รวมทั้งการสร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการเพื่อรักษาฐานลูกค้า การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ปัจจัยคุณภาพ ความคุ้มค่า ของการใช้บริการ ปัจจัยการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ และพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ ของผู้ประกอบการ S-Commerce 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยพื้นฐานในการดำเนิน ธุรกิจกับพฤติกรรมการเลือกใช้บริการของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุของผู้ประกอบการ S-Commerce และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าของการใช้บริการ และปัจจัย ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้ให้บริการขนส่งพัสดุของ ผู้ประกอบการ S-Commerce ด้านการใช้บริการซ้ำและการแนะนำหรือการบอกต่อ ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษากลุ่มผู้ประกอบการ S-Commerce เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ และใช้ระเบียบวิธี วิจัยเชิงปริมาณ โดยทำการทดสอบทั้งสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ ทางสถิติอย่างง่าย (เช่น ความถี่ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เพื่ออธิบาย ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง และการทดสอบทางสถิติเชิงอนุมาน (ค่าสถิติไคสแควร์ การวิเคราะห์ สหสัมพันธ์และการถดถอยเชิงซ้อน) เพื่อทดสอบสมมติฐานเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับประชากร ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจด้านรูปแบบของธุรกิจ ขนาด และรายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัย ด้านคุณภาพและความคุ้มค่าของการใช้บริการส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำและการบอกต่อได้ร้อยละ 15.60 (r2=0.156) และ 17.30 (r2=0.173) และปัจจัยด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำ และการบอกต่อ ได้ร้อยละ 12.70 (r2=0.127) และ 12.60 (r2=0.126) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

วิทยานิพนธ์ การศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace
ผู้แต่ง: พิงคุณ สุขลิ้ม ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 23 Full Text

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ 2) ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ และ 3) เปรียบเทียบ การรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อกลุ่มพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มผู้บริโภคทั้งเพศชายและหญิงที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Social Commerce และ E - Marketplace จํานวน 420 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T - test) การทดสอบค่าเอฟ (F - test) และ การทดสอบไคสแควร์ (Chi - square test) ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 9.00 อายุ 20 - 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 50.71 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 78.10 มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว คิด เป็นร้อยละ 28.36 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 66.19 และมีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 39.05 การรับรู้ความเสี่ยงจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่สั่งซื้อสินค้าประเภทแฟชั่นมาเป็น ลําดับที่ 1 ความสวยความงามมาเป็นลําดับที่ 2 และวัสดุอุปกรณ์/เครื่องมือ/เครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นลําดับ ที่ 3 มีค่าใช้จ่ายในเฉลี่ยต่อครั้ง 500 - 1,000 บาท ความถี่เฉลี่ยต่อเดือน 1 - 3 ครั้ง และเหตุผลที่เลือกซื้อ สินค้าออนไลน์คือสะดวกรวดเร็ว ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงทั้ง 6 ด้านมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อ สินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace พบว่า ไม่มีความ แตกต่างกัน

วิทยานิพนธ์ แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของกลุ่มสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
ผู้แต่ง: ชนกภัทร์ ดาราสุริยงค์ ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 9 Full Text

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในประเด็นองค์ประกอบของการสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมทั้งกระบวนการและกลยุทธ์ที่สำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการศึกษาทางมานุษยวิทยาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากการสำรวจเนื้อหาการสื่อสารการตลาดบนเฟซบุ๊กแฟนเพจของกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 53 กิจการ ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีแบบแผน (Semi-Structured Interview) ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธี การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sample) โดยคัดเลือกจากกิจการที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจบนเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบ[การสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบการมุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาประเภทข้อมูลผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ และช่องทางการสื่อสาร ด้วยกลยุทธ์การให้ข้อมูล กลยุทธ์แบบทั่วไป กลยุทธ์การกล่าวอ้างก่อนคนอื่น และกลยุทธ์สิ่งจูงใจ ในรูปแบบข้อความ รูปภาพ ลิงก์ แฮชแท็ก และสัญรูปอารมณ์ ผู้ประกอบการเป็นผู้ริเริ่มและนำเสนอเนื้อหาด้วยตนเอง โดยใช้เฟซบุ๊กแฟนเพจและไลน์เป็นช่องทางหลัก 2) ผู้ประกอบการมีกระบวนการในการสื่อสารการตลาด ดังนี้ 2.1) การให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ 2.2) การวางตำแหน่งและการกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ 2.3) กำหนดผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย 2.4) การสื่อสารการตลาด 2.5) การจำหน่ายสินค้า 2.6) การบริหารความสัมพันธ์กับผู้บริโภคหลังการขาย โดยผู้ประกอบการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการที่สนใจสามารถนำผลจากงานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้ เพื่อการวางแผนและพัฒนาการสื่อสารการตลาด กลยุทธ์การตลาด และกระบวนดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการของตนเองได้

วิทยานิพนธ์ ความเป็นไปได้ของการจำหน่ายผักปลอดสารพิษผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์: กรณีศึกษาจังหวัดตรัง
ผู้แต่ง: กนกวรรณ จู้ห้อง ปี: 2561 (พ.ศ.) VIEWS: 5 Full Text

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อผักปลอดสารพิษของผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษ 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษ และ 3) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยี ด้านการตลาด ด้านการจัดการ ด้านการเงิน ของการจำหน่ายผักปลอดสารพิษผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นเครื่องมือ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่ม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัดตรังจำนวน 2 คน กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษรายใหญ่ในจังหวัดตรังที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับสำนักงานเกษตรจังหวัดตรังและได้รับตรามาตรฐานเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) จำนวน 9 คน และกลุ่มผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษจากเกษตรกรจำนวน 9 คน ที่ผ่านเกณฑ์ 4 เกณฑ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษในจังหวัดตรังส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 31 - 40 ปี สถานภาพสมรส การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปริญญาตรีและปริญญาโท ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 10,001 - 20,000 บาท นิยมซื้อผักปลอดสารพิษมากที่สุด 2 ประเภท คือ ผักปลอดสารเคมีและผักไฮโดรโปนิกส์ โดยนำไปประกอบอาหาร หรือใช้สำหรับธุรกิจหรือบริการ ผู้ซื้อผักปลอดสารพิษ สั่งซื้อผักปลอดสารพิษผ่านทางโทรศัพท์และผ่านทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตนเองเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจเลือกซื้อ สถานที่ซื้อผักปลอดสารพิษบ่อยที่สุด คือ ซื้อผักปลอดสารพิษโดยตรงกับเกษตรกร เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพของผักปลอดสารพิษและมาตรฐานการรับรองสินค้าการเกษตร ความถี่ในการซื้อส่วนใหญ่ซื้อทุกวัน ค่าใช้จ่ายในการซื้อผักปลอดสารพิษส่วนใหญ่ไม่เกิน 300 บาทต่อครั้ง และสูงสุด 6,000 บาทต่อครั้ง 2. ผู้ซื้อผักปลอดสารพิษในจังหวัดตรังมีประสบการณ์ในการซื้อสินค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จำนวน 7 คน โดยผู้ที่มีประสบการณ์ให้เหตุผลว่า มีความสะดวกในการเลือกซื้อ ประหยัดเวลา และสามารถเปรียบเทียบราคาได้หลากหลายช่องทาง ประเภทสินค้าและบริการที่ซื้อผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ เสื้อผ้า ของใช้ ความถี่ในการซื้อสินค้าเดือนละ 1 ครั้ง ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าไม่เกิน 1,000 บาทต่อครั้ง และใช้ระยะเวลาในการซื้อสินค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไม่เกิน 50 นาที โดยผู้ซื้อมีวิธีการค้นหาข้อมูล รายละเอียดของสินค้าและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ วิธีการชำระเงิน คือ ชำระเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่นิยมใช้มากที่สุด คือ เฟสบุ๊ค เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น โดยใช้สมาร์ตโฟนในการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 3. ความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยี ด้านการตลาด ด้านการจัดการ ด้านการเงิน ของการจำหน่ายผักปลอดสารพิษผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พบว่า ด้านเทคโนโลยี ภาครัฐให้การสนับสนุน มีการถ่ายทอดการใช้เทคโนโลยีด้านการผลิต การจัดจำหน่ายผลผลิตผ่านทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยภาครัฐร่วมมือกับภาคเอกชน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเกษตรกร เกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษมีทักษะในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และมีความรู้ในการนำผักปลอดสารพิษมาจำหน่ายผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษให้มีความสะดวกและรวดเร็วในสั่งซื้อ สามารถเลือกวิธีการชำระเงิน เลือกวิธีการจัดส่ง โดยผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปซื้อผักปลอดสารพิษด้วยตนเอง ด้านการตลาด ภาครัฐวางแผนให้เกษตรกรจำหน่ายผักปลอดสารพิษผ่านโมเดิร์นเทรดและร้านอาหารในจังหวัดตรัง โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มีการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การเขียนเรื่องราวของผักปลอดสารพิษ (Story telling) รวมถึงการแปรรูปผักปลอดสารพิษให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองวิถีการดำรงชีวิตของผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษ ด้านการจัดการ ภาครัฐมีการวางนโยบายด้านเศรษฐกิจพอเพียงและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับเกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษในจังหวัดตรัง สร้างสมรรถนะด้านการแข่งขันเพื่อก้าวสู่การทำเกษตร 4.0 ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษในจังหวัดตรังเป็นผู้ดูแล บริหารจัดการ และรับคำสั่งซื้อจากผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษตลอดจนวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษจะให้ความสำคัญในการสั่งซื้อผักปลอดสารพิษผ่านทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีความซับซ้อน สะดวกต่อการใช้งาน สามารถติดต่อกับผู้ผลิตได้โดยตรง ลักษณะของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ซื้อผักปลอดสารพิษต้องการ คือ สื่อสังคมออนไลน์และแอพพลิเคชั่น ด้านการเงิน ภาครัฐมีการร่วมมือกับหน่วยงานทางการเงิน ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมให้คำปรึกษาด้านการเงิน เกษตรกรมีการจัดทำบัญชีทางด้านการเงิน งบประมาณในการลงทุนอย่างเป็นระบบ และมีสภาพคล่องทางด้านการเงิน ผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษยินดีจ่ายเงินในการซื้อผักปลอดสารพิษที่มีราคาที่สูงกว่าผักทั่วไป เพราะมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของผักปลอดสารพิษที่มาจากเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษในจังหวัดตรัง และหากมีการจัดโปรโมชั่นจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่ซื้อผักปลอดสารพิษหรือผู้ที่สนใจผักปลอดสารพิษซื้อผักปลอดสารพิษเพิ่มมากขึ้น จากการวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยี ด้านการตลาด ด้านการจัดการ และด้านการเงิน พบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำผักปลอดสารพิษมาจำหน่ายผ่านทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ การสนับสนุนให้เกษตรกรที่นำระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาเป็นช่องทางในการจำหน่ายผักปลอดสารพิษ โดยการให้ความรู้ การสร้างมูลค่าเพิ่มผักปลอดสารพิษด้วยผลงานวิจัย นวัตกรรม การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และสร้างแบรนด์ของผักปลอดสารพิษ ส่วนข้อเสนอแนะที่มีต่อเกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษ คือ เกษตรกรควรปลูกผักปลอดสารพิษ 2 ประเภท ได้แก่ ผักปลอดสารเคมีและผักไฮโดรโปนิกส์ และพัฒนาช่องทางการจำหน่ายผักปลอดสารพิษผ่านทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือจำหน่ายผักปลอดสารพิษ