PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 13 รายการ
วิทยานิพนธ์ สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อธุรกิจนางงาม
ผู้แต่ง: วนัสนันท์ จันทวงศ์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 9

สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อธุรกิจนางงาม จะเป็นที่ให้ผู้มีความสนใจในการประกวดเพื่อสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมการเติบโตทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ และทักษะทางสังคมแก่ผู้ที่สนใจเข้าสู่วงการนางงามและนายแบบ โดยตอบสนองต่อแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของวงการความงาม แฟชั่น และศิลปะการแสดงออก พื้นที่โครงการจึงออกแบบให้เป็นทั้งสถาบันการฝึกอบรมและพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจเพื่อฝึกอบรมทางกายภาพ การพัฒนาบุคลิกภาพ การสื่อสาร รวมถึงการสร้าง ความมั่นใจในตนเอง และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สร้างโอกาส ส่งเสริมอาชีพ และพื้นที่ต้นแบบที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานระบบการบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีของธุรกิจค้าปลีกขนาดย่อม: กรณีศึกษา ธุรกิจค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ
ผู้แต่ง: ชญานนท์ คงทน ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 8 Full Text

ในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างรุนแรงในปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจร้านค้าปลีกต้องมีการปรับตัว โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ แต่พบว่าผู้ประกอบการร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้น้อย ส่งผลให้การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีไม่มีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีของธุรกิจร้านค้าปลีก กลุ่มตัวอย่างคือ ธุรกิจค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐในประเทศไทยที่ยังไม่มีการนำซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ จำนวน 475 ราย ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบโควตา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติบรรยาย และทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านคุณภาพของข้อมูล คุณภาพของระบบ และคุณภาพของการบริการ มีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้การได้รับประโยชน์และการรับรู้การใช้งานที่ง่ายของซอฟต์แวร์ 2) การรับรู้การใช้งานที่ง่ายมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้การได้รับประโยชน์ 3) การรับรู้การได้รับประโยชน์มีอิทธิพลทางตรงต่อทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ อย่างไรก็ตามพบว่าการรับรู้การใช้งานที่ง่ายไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ และงานวิจัยนี้พบว่า 4) ทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์มีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจใช้งานซอฟต์แวร์ ผลการศึกษามีประโยชน์ต่อผู้ให้บริการซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีทั้งภาครัฐและเอกชนสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปกำหนดแนวทางในการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกให้มีการนำซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีมาใช้มากขึ้น

วิทยานิพนธ์ แนวทางในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการออนไลน์ของธุรกิจที่จำหน่ายแพ็คเกจทัวร์
ผู้แต่ง: กมลชนก เซ่งสวัสดิ์ ปี: 2561 (พ.ศ.) VIEWS: 3 Full Text

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาคุณภาพการให้บริการออนไลน์ของธุรกิจจําหน่าย แพ็คเกจทัวร์ ศึกษาความตั้งใจกลับมาใช้บริการของผู้ใช้บริการธุรกิจจําหน่ายแพ็คเกจทัวร์ และเพื่อค้นหาแนวทาง ในการพัฒนาคุณภาพการบริการออนไลน์ของธุรกิจจําหน่ายแพ็คเกจทัวร์ โดยศึกษานักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทาง มาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต จํานวน 350 ราย ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการใช้แบบสอบถาม และกลุ่มเจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ที่เกี่ยวข้อง จํานวน 20 ราย โดยใช้ วิธีการสุ่มแบบ (snowball sampling technique) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการใช้แบบสัมภาษณ์ เป็นการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างโดยอาศัยการแนะนําของหน่วยงานตัวอย่าง ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ t-test, F-test และ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (multiple regression) ผลการศึกษา พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 30 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีอาชีพเป็นเจ้าของกิจการ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 15,001 - 30,000 บาท มีภูมิลําเนาส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ คือ จังหวัดสงขลา และให้ความสําคัญกับคุณภาพการการ ให้บริการออนไลน์ของธุรกิจจําหน่ายแพ็คเกจทัวร์ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีความตั้งใจกลับมาใช้ บริการ ของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต มีค่าเฉลี่ย โดยรวมอยู่ในระดับมาก ในส่วน ของการสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่า ให้มาตรฐานการบริการระดับนานาชาติ ราคาคนไทย ลูกค้าหลัก คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ มีกลยุทธ์ด้านการบริการเพื่อตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าซึ่งก่อให้เกิดความต้องการกลับมาใช้บริการซ้ําของลูกค้า และบริษัทมีแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการ ให้บริการออนไลน์ หน้าเว็บไซต์ ตัวอักษร การใช้สี และการสร้างความโดดเด่น ส่วนการวิเคราะห์การเปรียบเทียบ ลักษณะทางประชากร พบว่า ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างกันจะมีผลต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการของ ผู้ใช้บริการ ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น อาชีพที่แตกต่างกัน โดยมีการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณระหว่างคุณภาพการ ให้บริการออนไลน์ กับความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ํา พบว่า คุณภาพการให้บริการออนไลน์ของธุรกิจจําหน่าย แพ็คเกจทัวร์ ได้แก่ การเข้าถึง ความยืดหยุ่น ความมีประสิทธิภาพ ความรู้เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และการบริการตาม ความต้องการเฉพาะบุคคล ส่งผลต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ําของนักท่องเที่ยวชาวไทยมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบธุรกิจยางพาราที่มีผลต่อความพึงพอใจของชุมชน กรณีศึกษา: บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง
ผู้แต่ง: เกรียงศักดิ์ เพทาย ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 2 Full Text

การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องการดำเนินกิจกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมและความพึงพอใจของชุมชนโดยรอบของบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอพอใจของชุมชนโดยรอบของบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ประชาชนที่อาศัยรอบบริษัททั้ง 5 ชุมชน จำนวน 337 คน ในการวิเคราะห์ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีผลต่อความพึงพอใจของชุมชน และใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ระดับความพึงพอใจของชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของชุมชน ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง ความพึงพอใจของชุมชนด้านการยอมรับของชุมชนอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการส่งเสริมการศึกษาอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการส่งเสริมรายได้และอาชีพอยู่ในระดับมาก และ ความพึงพอใจด้านการบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่า 1) ปัจจัยการดำเนินกิจความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมีผลมากที่สุด ต่อความพึงพอใจของชุมชนโดยรวม ความพึงพอใจของชุมชนด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบ ต่อชุมชน ความพึงพอของชุมชนด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม และความพึงพอใจของชุมชนด้าน การส่งเสริมการศึกษา 2) ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านกิจกรรม CSR กับชุมชนมีผลมากที่สุดต่อความพึงพอใจด้านการส่งเสริมรายได้และอาชีพ และความพึงพอใจด้านการบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์ 3) ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านนโยบายและภาพลักษณ์องค์กรมีผลมากที่สุดต่อความพึงพอใจด้านการยอมรับของชุมชน

วิทยานิพนธ์ แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของกลุ่มสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
ผู้แต่ง: ชนกภัทร์ ดาราสุริยงค์ ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 9 Full Text

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในประเด็นองค์ประกอบของการสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมทั้งกระบวนการและกลยุทธ์ที่สำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการศึกษาทางมานุษยวิทยาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากการสำรวจเนื้อหาการสื่อสารการตลาดบนเฟซบุ๊กแฟนเพจของกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 53 กิจการ ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีแบบแผน (Semi-Structured Interview) ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธี การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sample) โดยคัดเลือกจากกิจการที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจบนเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบ[การสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบการมุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาประเภทข้อมูลผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ และช่องทางการสื่อสาร ด้วยกลยุทธ์การให้ข้อมูล กลยุทธ์แบบทั่วไป กลยุทธ์การกล่าวอ้างก่อนคนอื่น และกลยุทธ์สิ่งจูงใจ ในรูปแบบข้อความ รูปภาพ ลิงก์ แฮชแท็ก และสัญรูปอารมณ์ ผู้ประกอบการเป็นผู้ริเริ่มและนำเสนอเนื้อหาด้วยตนเอง โดยใช้เฟซบุ๊กแฟนเพจและไลน์เป็นช่องทางหลัก 2) ผู้ประกอบการมีกระบวนการในการสื่อสารการตลาด ดังนี้ 2.1) การให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ 2.2) การวางตำแหน่งและการกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ 2.3) กำหนดผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย 2.4) การสื่อสารการตลาด 2.5) การจำหน่ายสินค้า 2.6) การบริหารความสัมพันธ์กับผู้บริโภคหลังการขาย โดยผู้ประกอบการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการที่สนใจสามารถนำผลจากงานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้ เพื่อการวางแผนและพัฒนาการสื่อสารการตลาด กลยุทธ์การตลาด และกระบวนดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการของตนเองได้

วิทยานิพนธ์ การศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace
ผู้แต่ง: พิงคุณ สุขลิ้ม ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 23 Full Text

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ 2) ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ และ 3) เปรียบเทียบ การรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อกลุ่มพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มผู้บริโภคทั้งเพศชายและหญิงที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Social Commerce และ E - Marketplace จํานวน 420 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T - test) การทดสอบค่าเอฟ (F - test) และ การทดสอบไคสแควร์ (Chi - square test) ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 9.00 อายุ 20 - 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 50.71 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 78.10 มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว คิด เป็นร้อยละ 28.36 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 66.19 และมีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 39.05 การรับรู้ความเสี่ยงจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่สั่งซื้อสินค้าประเภทแฟชั่นมาเป็น ลําดับที่ 1 ความสวยความงามมาเป็นลําดับที่ 2 และวัสดุอุปกรณ์/เครื่องมือ/เครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นลําดับ ที่ 3 มีค่าใช้จ่ายในเฉลี่ยต่อครั้ง 500 - 1,000 บาท ความถี่เฉลี่ยต่อเดือน 1 - 3 ครั้ง และเหตุผลที่เลือกซื้อ สินค้าออนไลน์คือสะดวกรวดเร็ว ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงทั้ง 6 ด้านมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อ สินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace พบว่า ไม่มีความ แตกต่างกัน

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบเชิงทดลองพื้นที่ทางสังคมชาวแวรุงนายูพลัดถิ่น ย่านรามคำแหง 53 กรุงเทพมหานคร
ผู้แต่ง: อัลล์อามีน ดาโอะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 23

ปรากฏการณ์การย้ายถิ่นสู่เมืองของ “ผู้ไม่คุ้นเมือง” หรือประชากรแฝง เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขยายตัวของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไทย ผลสำรวจจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจพบว่ากว่าร้อยละ 50 ของประชากรในเมืองเป็นผู้ที่ย้ายมาจากต่างจังหวัดเพื่อการศึกษา การทำงาน หรือการอยู่อาศัย (Garip & Curran, 2014) สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาเมืองให้สามารถรองรับและตอบสนองต่อความต้องการของประชากรที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตเมืองเป็นครั้งแรก ซึ่งรวมถึงกลุ่มเยาวชนมลายูในย่านรามคำแหง กลุ่มเยาวชนมลายู หรือที่เรียกในภาษาพื้นถิ่นว่า “แวรุงนายู” คือเยาวชนมลายูจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในย่านรามคำแหง เพื่อแสวงหาโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ พร้อมทั้งนำวิถีชีวิต ภาษา และอัตลักษณ์ของตนมาก่อรูปเป็น “ชุมชนมลายูกลางเมือง” ที่มีลักษณะของการ “ร่วมฝัน” และ “ร่วมสู้” อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพมหานครจะมีการจัดเตรียมพื้นที่สาธารณะรองรับกิจกรรมอย่างหลากหลาย เช่น ตลาดนัด สวนสาธารณะ หรือพื้นที่เปิดโล่งต่าง ๆ แต่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงของแวรุงนายู ซึ่งประกอบด้วยการเรียน การทำงานเพื่อส่งเสียตนเอง และการพักผ่อนที่มีช่วงเวลาแตกต่างกัน ส่งผลให้ “พื้นที่ทางสังคม” ในความหมายเชิงวัฒนธรรมเดิมไม่สามารถเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะหลักของเมืองได้ หากแต่ไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กหรือพื้นที่เศษเหลือของเมือง เช่น ตรอก ซอกซอย หรือพื้นที่ริมคลองแสนแสบ ในรูปแบบของร้านน้ำชาและร้านอาหารพื้นถิ่น ซึ่งสะท้อนการปรับตัวของวัฒนธรรมในบริบทเมืองร่วมสมัย ทั้งนี้ แนวคิดการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงผู้คนสามารถพบได้ในงานออกแบบร่วมสมัย ดังเช่น ในสหรัฐอเมริกา Heatherwick Studio ได้ออกแบบ Little Island Park (2021) พื้นที่สาธารณะที่ทำให้ผู้คนเมืองรู้สึกเป็นชุมชน และในประเทศญี่ปุ่น Nishizawa ได้ออกแบบ Teshima Art Museum (2010) สถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสงบร่วมกันของผู้คน ซึ่งล้วนมุ่งสร้างประสบการณ์ร่วมและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในบริบทเมือง โครงการออกแบบเชิงทดลองพื้นที่ทางสังคมชาวแวรุงนายูพลัดถิ่น ย่านรามคำแหง 53 กรุงเทพมหานคร จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง “พื้นที่ทางสังคม” สำหรับคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มแวรุงนายู ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงมนุษย์กับสังคมและชุมชนเสมือนอย่างไร้ข้อจำกัดด้านศาสนา ความเชื่อ และเพศสภาพ ภายในโครงการประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ทางสังคมมลายู (Nayu Space) เช่น ร้านน้ำชาและร้านซักผ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ของการพบปะในชีวิตประจำวัน พื้นที่เรียนรู้ (Every Dream Space) สำหรับการต่อยอดความรู้และความฝัน และพื้นที่สงบสุขร่วมกัน (Stillness Space) ที่ส่งเสริมสมดุลทางจิตใจ โดยแนวคิดการออกแบบ “นายู พื้นที่จริง ของคนจริง” มุ่งเน้นการมองเห็นความงามของชีวิตตามความเป็นจริง (As it is) ผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางการสัญจรของผู้คนในเมือง เพื่อสร้างตรอกขนาดเล็กและกระจายกลุ่มอาคารจำนวน 6 หลังตามสเกลของตึกแถวเมือง เปิดมุมมองสู่บริบทโดยรอบอย่างตรงไปตรงมา อันนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตเมือง สังคม จิตใจ และพัฒนาเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมเพื่อการเยียวยาอย่างยั่งยืนในอนาคต

วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์ เน็กซ์เจนสู่อนาคต
ผู้แต่ง: อาว์ชอัครณี มุสิกะไชย ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 11

โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์เน็กซ์เจนสู่อนาคต (Nutrilite NextGen Future Training) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่และหลักสูตรฝึกอบรมด้านสุขภาวะแบบองค์รวม สำหรับคนรุ่น ใหม ่ที ่ต้องการเติบโตทั้งด้านสุขภาพ ผู้น า และธุรกิจอย ่างยั ่งยืน ภายใต้แนวคิด (From Seed to Supplement) ของนิวทริไลท์ หลักสูตรเน้นการเรียนรู้ผ ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ครอบคลุมความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และการสื่อสาร พร้อมปลูกฝัง แนวคิดความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมโครงการมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสามารถน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจและคุณภาพชีวิตของตนเอง พร้อมเติบโตเป็นผู้น าด้านสุขภาพที่ สามารถสร้างคุณค่าและขยายผลสู่สังคมได้อย่างยั่งยืนโดยถ่ายทอดผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม อย่างสมดุล ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากโครงการ คือการสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่ผสานสถาปัตยกรรมกับพื้นที่สี เขียว เพื่อส่งเสริมแนวคิดสุขภาพและความยั่งยืน ควบคู่กับการเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และสร้าง เครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมผู้เข้าอบรมจะเข้าใจกระบวนการผลิตของนิวทริไลท์ ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบ จนถึงผลิตภัณฑ์ สามารถน าเสนอสินค้าได้อย่างมืออาชีพผ่านเทคนิคเล่าเรื่องและพัฒนาบทบาทตนเอง เป็น “นักสร้างคุณค่าทางสุขภาพ” นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมจาก หลากหลายพื้นที่ พร้อมปลูกฝังจิตส านึกด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการด าเนินธุรกิจสุขภาพอย่าง รับผิดชอบต่อสังคมและยั่งยืนในระยะยาว โครงการออกแบบศูนย์ฝึกอบรมนิวทริไลท์เน็กซ์เจนสู่อนาคต (Nutrilite NextGen Future Training) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมด้านสุขภาวะแบบองค์รวม เพื่อสร้าง ผู้น ารุ่นใหม่ด้านธุรกิจสุขภาพ โดยมีแอมเวย์ ประเทศไทย เป็นเจ้าของโครงการตั้งอยู่บริเวณเขาสก จังหวัด สุราษฎร์ธานี โครงการรองรับกลุ ่มผู้ใช้งานหลากหลาย ได้แก ่ นักธุรกิจรุ ่นใหม ่ เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจด้านสุขภาพ โดยมีการจัดพื้นที่ใช้งานหลัก สามารถต่อยอดสู่ชุมชนใน อนาคต

วิทยานิพนธ์ ศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรค์อาร์ตทอย กรุงเทพมหานคร
ผู้แต่ง: คัคนา ด้วงอินทร์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 11

โครงการศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรค์อาร์ตทอย กรุงเทพฯ เริ่มต้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับกลุ่มศิลปินไทย นักออกแบบ และนักสะสมอาร์ตทอย และมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัตถุประสงค์ของโครงการคือการจัดตั้งศูนย์กลางที่รวมพื้นที่ทำงาน สตูดิโอ เวิร์กช็อป และแกลเลอรี่ไว้ในอาคารเดียว ซึ่งสามารถส่งเสริมการพัฒนาผลงานและส่งเสริมชุมชนศิลปินในกรุงเทพฯ โครงการนี้จัดขึ้นโดยกรอบแนวคิดของ Creative Hub และ Co-Working Space และขยายไปยัง Digital Fabrication Lab (การพิมพ์ 3 มิติ / CNC), Content Creation Studio สื่อดิจิทัล, Marketplace & Auction Space การซื้อขายอาร์ตทอยทั้งแบบกายภาพและ NFT สถานที่ที่เราสามารถเปิดธุรกิจสร้างสรรค์ที่สามารถตอบสนองการพัฒนาตลาดอาร์ตทอย แนวคิดการออกแบบที่ยืดหยุ่นและการออกแบบโครงสร้างที่สามารถถอดประกอบ ปรับเปลี่ยน และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ พื้นที่จะสามารถรองรับกิจกรรมหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิทรรศการชั่วคราวไปจนถึงการทำกิจกรรมขนาดใหญ่ ดังนั้นแนวคิดนี้สามารถนำมาใช้กับโครงการ โดยการออกแบบโครงสร้างและระบบภายในของพื้นที่เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โครงการตั้งอยู่ในเขตพญาไทของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมต่อกับใจกลางเมือง (CBD) รวมถึงเขตการศึกษา เช่น พญาไท และใกล้เคียงกับสยาม จึงมีศักยภาพสูงในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีการเชื่อมต่อกับบริการขนส่งมวลชน เช่น สถานี BTS พญาไท และ Airport Rail Link ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ใช้ทั้งในเมืองและจากจังหวัดอื่น ๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยโดยตรงในการสร้างศูนย์กลางสำนักงานสร้างสรรรค์อาร์ตทอย เนื่องจากจะสร้าง "ระบบนิเวศสร้างสรรค์" จากศูนย์เชื่อมโยงศิลปิน ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และจะเปลี่ยนอาคารจากพื้นที่ทำงานเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งสามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมอาร์ตทอยของไทยในระดับเมืองและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าของการใช้บริการและการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุของผู้ประกอบการ Social Commerce ในประเทศไทย
ผู้แต่ง: ธีระ กุลวรวิทย์ ปี: 2565 (พ.ศ.) VIEWS: 7 Full Text

ในปัจจุบันการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ประกอบการ หันมาจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านสื่อออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Social Commerce มากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจด้านการขนส่งพัสดุเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภค มีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการมีการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพ การให้บริการ ราคา รวมทั้งการสร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการเพื่อรักษาฐานลูกค้า การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ปัจจัยคุณภาพ ความคุ้มค่า ของการใช้บริการ ปัจจัยการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ และพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ ของผู้ประกอบการ S-Commerce 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยพื้นฐานในการดำเนิน ธุรกิจกับพฤติกรรมการเลือกใช้บริการของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุของผู้ประกอบการ S-Commerce และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าของการใช้บริการ และปัจจัย ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้ให้บริการขนส่งพัสดุของ ผู้ประกอบการ S-Commerce ด้านการใช้บริการซ้ำและการแนะนำหรือการบอกต่อ ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษากลุ่มผู้ประกอบการ S-Commerce เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ และใช้ระเบียบวิธี วิจัยเชิงปริมาณ โดยทำการทดสอบทั้งสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ ทางสถิติอย่างง่าย (เช่น ความถี่ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เพื่ออธิบาย ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง และการทดสอบทางสถิติเชิงอนุมาน (ค่าสถิติไคสแควร์ การวิเคราะห์ สหสัมพันธ์และการถดถอยเชิงซ้อน) เพื่อทดสอบสมมติฐานเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับประชากร ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจด้านรูปแบบของธุรกิจ ขนาด และรายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัย ด้านคุณภาพและความคุ้มค่าของการใช้บริการส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำและการบอกต่อได้ร้อยละ 15.60 (r2=0.156) และ 17.30 (r2=0.173) และปัจจัยด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำ และการบอกต่อ ได้ร้อยละ 12.70 (r2=0.127) และ 12.60 (r2=0.126) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ