PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 2 รายการ
บทความวารสาร การศึกษาคุณสมบัติของคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพารา: แนวทางใหม่ ของวัสดุก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม
ผู้แต่ง: วรวุฒิ มัธยันต์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 28 Full Text

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพาราบด (พันธุ์ RRIM600) ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรที่มีปริมาณมาก มีน้ำหนักเบา มีความแข็งแรงเนื่องจากมีส่วนประกอบของเซลลูโลสสูง เพื่อเป็นวัสดุทดแทนมวลรวมหยาบ (หินเกล็ด) ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติในความเป็นฉนวนกันความร้อน ลดน้ำหนัก และลดต้นทุนการผลิต โดยไม่ส่งผลต่อค่าความต้านทานแรงอัด (≥ 2.5 MPa) เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก. 58-2533) รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (k) คุณสมบัติด้านอุณหภูมิภายในอาคารภาคสนาม โดยใช้เปลือกเมล็ดยางพาราแทนที่หินเกล็ดในอัตราส่วนร้อยละ 0–100 (ช่วงห่างร้อยละ 10) โดยน้ำหนัก พบว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดคือ การแทนที่ร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก (สัดส่วน A2) ซึ่งให้ค่าความต้านทานแรงอัดเฉลี่ย 4.98 MPa มีน้ำหนักลดลงร้อยละ 10.58 โดยเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่ไม่ผสมเปลือกเมล็ดยางพารา (สัดส่วน A0) เมื่อขึ้นรูปเป็นคอนกรีตบล็อกมาตรฐานขนาด 19 x 39 x 7 ซม. พบว่า น้ำหนักลดลงร้อยละ 7.00 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่มีขายทั่วไป ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนเฉลี่ยลดลงร้อยละ 18.87 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่ไม่ผสมเปลือกเมล็ดยางพารา (สัดส่วน A0) และลดลงร้อยละ 21.40 เมื่อเทียบกับคอนกรีตบล็อกที่มีขายทั่วไป แสดงถึงประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนกันความร้อน ในด้านการทดสอบด้านอุณหภูมิในอาคารจำลองภาคสนาม พบว่า อุณหภูมิสูงสุดภายในอาคารจำลองช่วงเวลากลางวันของอาคารที่ก่อผนังด้วยคอนกรีตบล็อกผสมเปลือกเมล็ดยางพาราต่ำกว่าอาคารจำลองที่ก่อผนังด้วยคอนกรีตบล็อกทั่วไป 1.04 °C อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้โดยมีราคาต่ำกว่าคอนกรีตบล็อกตามท้องตลาดร้อยละ 7.70 งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเปลือกเมล็ดยางพาราในการพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมยางพารา ประหยัดพลังงาน และช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างลงได้

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบธุรกิจยางพาราที่มีผลต่อความพึงพอใจของชุมชน กรณีศึกษา: บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง
ผู้แต่ง: เกรียงศักดิ์ เพทาย ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 2 Full Text

การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องการดำเนินกิจกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมและความพึงพอใจของชุมชนโดยรอบของบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอพอใจของชุมชนโดยรอบของบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ประชาชนที่อาศัยรอบบริษัททั้ง 5 ชุมชน จำนวน 337 คน ในการวิเคราะห์ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีผลต่อความพึงพอใจของชุมชน และใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ระดับความพึงพอใจของชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของชุมชน ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง ความพึงพอใจของชุมชนด้านการยอมรับของชุมชนอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการส่งเสริมการศึกษาอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการส่งเสริมรายได้และอาชีพอยู่ในระดับมาก และ ความพึงพอใจด้านการบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่า 1) ปัจจัยการดำเนินกิจความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมีผลมากที่สุด ต่อความพึงพอใจของชุมชนโดยรวม ความพึงพอใจของชุมชนด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบ ต่อชุมชน ความพึงพอของชุมชนด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม และความพึงพอใจของชุมชนด้าน การส่งเสริมการศึกษา 2) ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านกิจกรรม CSR กับชุมชนมีผลมากที่สุดต่อความพึงพอใจด้านการส่งเสริมรายได้และอาชีพ และความพึงพอใจด้านการบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์ 3) ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านนโยบายและภาพลักษณ์องค์กรมีผลมากที่สุดต่อความพึงพอใจด้านการยอมรับของชุมชน