PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 37 รายการ
วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ตำบลหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา
ผู้แต่ง: อบาดี้ ปาตี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 41

จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านพหุวัฒนธรรม โดยมีชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน “ตำบลหน้าถ้ำ” นับเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ทั้งในด้านแหล่งโบราณสถาน เช่น วัดคูหาภิมุข วิถีชีวิตชุมชน และแหล่งผลิตสินค้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ อาทิ ผ้าสีมายา และผลิตภัณฑ์ OTOP อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังขาดการพัฒนาในด้านระบบบริการนักท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน และแหล่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การใช้ประโยชน์พื้นที่ยังไม่เต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดพื้นที่ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม การแสดง และการจำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรายได้และการเผยแพร่อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชนที่สามารถรองรับการใช้งานร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรม การเรียนรู้ และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ผ่านแนวคิดการออกแบบเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงพื้นที่และกิจกรรมเข้าด้วยกันในลักษณะโครงข่าย เพื่อกระจายการใช้งานและสร้างเส้นทางการเรียนรู้ภายในพื้นที่ โครงการได้กำหนดพื้นที่ตั้งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ 1 พื้นที่ต้อนรับและศูนย์รวมการเรียนรู้ กิจกรรมหลักสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว พื้นที่ 2 พื้นที่เชื่อมต่อโครงการกับบริบทโดยรอบ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่บริการและพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่ 3 พื้นที่สนับสนุนกิจกรรมดั้งเดิมและส่งเสริมอัตลักษณ์ของชุมชน รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ แนวทางการออกแบบให้ความสำคัญกับบริบททางกายภาพ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยนำแนวคิดสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นร่วมสมัยมาประยุกต์ใช้ ผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยและมลายูให้เกิดความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม ขณะเดียวกันได้มีการออกแบบให้เกิดความร่วมสมัยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพื้นที่ การวางผังโครงการคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติและใช้ศักยภาพของพื้นที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับภัยพิบัติและส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว ผลลัพธ์ของโครงการจึงมุ่งหวังให้สถาปัตยกรรมเป็นกลไกในการเชื่อมโยงชุมชน วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ พื้นที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็ก จังหวัดชลบุรี
ผู้แต่ง: นิศาชล นุ่นแก้ว ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 39

ในปัจจุบันพบว่าปัญหาการละเลยการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยในหลาย ๆ ด้าน อย่างเช่น ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลต่อเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในหลายครอบครัว เนื่องจากผู้ปกครองหลายท่านอาจใช้สื่อหน้าจอเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงดู ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านพัฒนาการที่ล่าช้า ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม และเด็กในช่วงวัย 1-12 ขวบ เป็นช่วงที่มีพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว จึงควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อสร้างรากฐานและคุณภาพที่แข็งแกร่งให้กับสังคมในอนาคต พื้นที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ คือ พื้นที่เรียนรู้ที่ออกแบบสภาพแวดล้อมและจัดเตรียมไว้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ และการพัฒนาทักษะต่าง ๆ โดยโครงการนี้ได้นำหลักปรัชญามอนเตสซอรี่มาปรับใช้ในกิจกรรมและในสถาปัตยกรรมเพื่อให้ส่งเสริมความเป็นอิสระและการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสภาพแวดล้อมที่ดี โครงการพื้นที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัยและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม โดยตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ประกอบไปด้วยพื้นที่ทำกิจกรรมสำหรับเด็กแบ่งตามช่วงวัย มีดังนี้ พื้นที่เล่นสำหรับเด็ก 1-2 ขวบ พื้นที่เล่นสำหรับเด็ก 3-5 ขวบ พื้นที่เล่นสำหรับเด็ก 6-12 ขวบ และพื้นที่เล่นร่วมกันทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิดการออกแบบให้พื้นที่เล่นสำหรับเด็กมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่พักคอยสำหรับผู้ปกครองและเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ไปพร้อมกับการเล่นอย่างสร้างสรรค์ และเพื่อให้อาคารยั่งยืนโดยการออกแบบหลังคาที่สามารถรองรับน้ำฝนและมีพื้นที่กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์กับโครงการ

วิทยานิพนธ์ ศูนย์การเรียนรู้นกปรอดหัวโขน
ผู้แต่ง: นิฟุรกรณ์ กาแป๊ะ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 52

บทคัดย่อ โครงการศูนย์การเรียนรู้นกปรอดหัวโขน ตั้งอยู่ ณ ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลา จ.ยะลา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออนุรักษ์นกปรอดหัวโขน ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีเอกลักษณ์และมีความสำคัญต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมการแข่งขันนกกรงหัวจุก โครงการมุ่งสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจการเลี้ยงนกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการเพาะพันธุ์นกในระบบที่ยั่งยืน เพื่อลดการล่าและการซื้อขายนกจากธรรมชาติ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการลดลงของประชากรนกในระบบนิเวศ โครงการยังให้ความสำคัญและที่คำนึงถึง สวัสดิภาพสัตว์ ความปลอดภัย โดยทำงานร่วมกับภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับการเลี้ยงนกอย่างมีความรับผิดชอบแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เสริม ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดยะลา โครงการรองรับผู้ใช้งาน ได้แก่ คนในชุมชน ผู้เลี้ยงนก นักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ และนกปรอดหัวโขนซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลัก พื้นที่ใช้งานประกอบด้วยส่วนการเรียนรู้และนิทรรศการ พื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูนก พื้นที่กิจกรรมชุมชน พื้นที่ธรรมชาติ และส่วนบริการต่าง ๆ ซึ่งถูกออกแบบให้เกิดความสมดุลระหว่างกิจกรรมของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แนวคิด“การอยู่ร่วม กันอย่างสมดุลระหว่างคนนกแลธรรมชาติโดยใช้สถาปัตยกรรมเป็นสื่อกลาง ในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านพื้นที่จริงส่งเสริมความสัมพันธ์ ระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับการอนุรักษ์สัตว์ป่า ลดขอบเขตระหว่างพื้นที่มนุษย์และธรรมชาติ และสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจชุมชน โครงการศูนย์การเรียนรู้นกปรอดหัวโขนจึงทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์อนุรักษ์ แหล่งเรียนรู้ พื้นที่วัฒนธรรม และพื้นที่สาธารณะเชิงนิเวศ ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า

วิทยานิพนธ์ ศูนย์โภชนาการและอาหารเพื่อสุขภาพ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ผู้แต่ง: นัสรี จรรีบรัตน์ ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 40

ในบริบทของการพัฒนาเมืองร่วมสมัย วิถีชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบและแข่งขันสูงส่งผลให้การดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะด้านโภชนาการ ถูกละเลย เกิดการบริโภคอาหารสำเร็จรูปมากขึ้นและนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ขณะเดียวกันประชาชนเริ่มตื่นตัวและหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงเกิดความต้องการพื้นที่สุขภาพแบบบูรณาการ แนวคิดการพัฒนา “ศูนย์โภชนาการและอาหารเพื่อสุขภาพ” ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงถูกเสนอขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ชุมชนที่รวมอาหาร สุขภาพ และการเรียนรู้ไว้ด้วยกัน โดยมีทั้งร้านอาหารสุขภาพ พื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย กิจกรรมการเรียนรู้ พื้นที่ออกกำลังกาย และบริการสุขภาพ พร้อมนำแนวคิดเกษตรในเมืองและเกษตรแนวตั้งมาใช้เพื่อเพิ่มการผลิตอาหารและความมั่นคงทางอาหาร รองรับผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม และมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน ลดความเสี่ยงโรค และพัฒนาไปสู่ “เมืองสุขภาพต้นแบบ” อย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ โครงการปรับปรุงสวนสัตว์ทุ่งท่าลาด
ผู้แต่ง: กษิดิ์เดช ปัจจัย ปี: 2567 (พ.ศ.) VIEWS: 21

สวนสัตว์เทศบาลนครนครศรีธรรมราช หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สวนสัตว์ทุ่งท่าลาด” เปิด ดำเนินการมานานกว่า 40 ปี และเป็นสวนสัตว์แห่งเดียวในภาคใต้ตอนบน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562 เทศบาลได้ขอยุติการดำเนินกิจการสวนสัตว์ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สั่งให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยให้จำหน่ายสัตว์ที่อยู่ใน ความดูแลไปยังสวนสัตว์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สวนสัตว์แห่งนี้เคยเผชิญกับปัญหาและการวิพากษ์วิจารณ์ด้านลบ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพสัตว์ความเป็นอยู่ และสุขภาพจิต เนื่องจากยังใช้ระบบการเลี้ยงแบบดั้งเดิม เช่น กรง ตู้ หรือคอกขัง ซึ่งเน้นการแสดงสัตว์เพื่อผู้ชมมากกว่าคุณภาพชีวิตของสัตว์เอง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2564 เทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้ลงนามบันทึกความร่วมมือทาง วิชาการกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อเปิดสวนสัตว์แห่งนี้อีกครั้ง โดยแนวทางการพัฒนาใหม่จะ มุ่งเน้นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับสัตว์มากยิ่งขึ้น ลดการใช้กรงหรือพื้นที่จำกัดและ ส่งเสริมแนวคิดการอยู่อาศัยอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีต่อสวัสดิภาพสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนรู้และการวิจัยของนักศึกษา อีกทั้งยังมีศักยภาพในการเป็นแหล่งอนุรักษ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสัตว์ป่าในอนาคต

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าของการใช้บริการและการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุของผู้ประกอบการ Social Commerce ในประเทศไทย
ผู้แต่ง: ธีระ กุลวรวิทย์ ปี: 2565 (พ.ศ.) VIEWS: 7 Full Text

ในปัจจุบันการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ประกอบการ หันมาจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านสื่อออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Social Commerce มากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจด้านการขนส่งพัสดุเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภค มีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการมีการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพ การให้บริการ ราคา รวมทั้งการสร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการเพื่อรักษาฐานลูกค้า การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ปัจจัยคุณภาพ ความคุ้มค่า ของการใช้บริการ ปัจจัยการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ และพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ ของผู้ประกอบการ S-Commerce 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยพื้นฐานในการดำเนิน ธุรกิจกับพฤติกรรมการเลือกใช้บริการของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุของผู้ประกอบการ S-Commerce และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าของการใช้บริการ และปัจจัย ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้ให้บริการขนส่งพัสดุของ ผู้ประกอบการ S-Commerce ด้านการใช้บริการซ้ำและการแนะนำหรือการบอกต่อ ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษากลุ่มผู้ประกอบการ S-Commerce เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ และใช้ระเบียบวิธี วิจัยเชิงปริมาณ โดยทำการทดสอบทั้งสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ ทางสถิติอย่างง่าย (เช่น ความถี่ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เพื่ออธิบาย ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง และการทดสอบทางสถิติเชิงอนุมาน (ค่าสถิติไคสแควร์ การวิเคราะห์ สหสัมพันธ์และการถดถอยเชิงซ้อน) เพื่อทดสอบสมมติฐานเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับประชากร ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจด้านรูปแบบของธุรกิจ ขนาด และรายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัย ด้านคุณภาพและความคุ้มค่าของการใช้บริการส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำและการบอกต่อได้ร้อยละ 15.60 (r2=0.156) และ 17.30 (r2=0.173) และปัจจัยด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำ และการบอกต่อ ได้ร้อยละ 12.70 (r2=0.127) และ 12.60 (r2=0.126) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบธุรกิจยางพาราที่มีผลต่อความพึงพอใจของชุมชน กรณีศึกษา: บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง
ผู้แต่ง: เกรียงศักดิ์ เพทาย ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 2 Full Text

การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องการดำเนินกิจกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมและความพึงพอใจของชุมชนโดยรอบของบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอพอใจของชุมชนโดยรอบของบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ประชาชนที่อาศัยรอบบริษัททั้ง 5 ชุมชน จำนวน 337 คน ในการวิเคราะห์ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีผลต่อความพึงพอใจของชุมชน และใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ระดับความพึงพอใจของชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของชุมชน ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง ความพึงพอใจของชุมชนด้านการยอมรับของชุมชนอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการส่งเสริมการศึกษาอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการส่งเสริมรายได้และอาชีพอยู่ในระดับมาก และ ความพึงพอใจด้านการบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่า 1) ปัจจัยการดำเนินกิจความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมีผลมากที่สุด ต่อความพึงพอใจของชุมชนโดยรวม ความพึงพอใจของชุมชนด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบ ต่อชุมชน ความพึงพอของชุมชนด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม และความพึงพอใจของชุมชนด้าน การส่งเสริมการศึกษา 2) ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านกิจกรรม CSR กับชุมชนมีผลมากที่สุดต่อความพึงพอใจด้านการส่งเสริมรายได้และอาชีพ และความพึงพอใจด้านการบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์ 3) ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านนโยบายและภาพลักษณ์องค์กรมีผลมากที่สุดต่อความพึงพอใจด้านการยอมรับของชุมชน

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานระบบการบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีของธุรกิจค้าปลีกขนาดย่อม: กรณีศึกษา ธุรกิจค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ
ผู้แต่ง: ชญานนท์ คงทน ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 8 Full Text

ในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างรุนแรงในปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจร้านค้าปลีกต้องมีการปรับตัว โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ แต่พบว่าผู้ประกอบการร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้น้อย ส่งผลให้การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีไม่มีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีของธุรกิจร้านค้าปลีก กลุ่มตัวอย่างคือ ธุรกิจค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐในประเทศไทยที่ยังไม่มีการนำซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ จำนวน 475 ราย ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบโควตา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติบรรยาย และทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านคุณภาพของข้อมูล คุณภาพของระบบ และคุณภาพของการบริการ มีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้การได้รับประโยชน์และการรับรู้การใช้งานที่ง่ายของซอฟต์แวร์ 2) การรับรู้การใช้งานที่ง่ายมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้การได้รับประโยชน์ 3) การรับรู้การได้รับประโยชน์มีอิทธิพลทางตรงต่อทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ อย่างไรก็ตามพบว่าการรับรู้การใช้งานที่ง่ายไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ และงานวิจัยนี้พบว่า 4) ทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์มีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจใช้งานซอฟต์แวร์ ผลการศึกษามีประโยชน์ต่อผู้ให้บริการซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีทั้งภาครัฐและเอกชนสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปกำหนดแนวทางในการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกให้มีการนำซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีมาใช้มากขึ้น

วิทยานิพนธ์ แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของกลุ่มสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
ผู้แต่ง: ชนกภัทร์ ดาราสุริยงค์ ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 9 Full Text

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในประเด็นองค์ประกอบของการสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมทั้งกระบวนการและกลยุทธ์ที่สำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการศึกษาทางมานุษยวิทยาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากการสำรวจเนื้อหาการสื่อสารการตลาดบนเฟซบุ๊กแฟนเพจของกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 53 กิจการ ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีแบบแผน (Semi-Structured Interview) ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธี การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sample) โดยคัดเลือกจากกิจการที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจบนเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบ[การสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบการมุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาประเภทข้อมูลผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ และช่องทางการสื่อสาร ด้วยกลยุทธ์การให้ข้อมูล กลยุทธ์แบบทั่วไป กลยุทธ์การกล่าวอ้างก่อนคนอื่น และกลยุทธ์สิ่งจูงใจ ในรูปแบบข้อความ รูปภาพ ลิงก์ แฮชแท็ก และสัญรูปอารมณ์ ผู้ประกอบการเป็นผู้ริเริ่มและนำเสนอเนื้อหาด้วยตนเอง โดยใช้เฟซบุ๊กแฟนเพจและไลน์เป็นช่องทางหลัก 2) ผู้ประกอบการมีกระบวนการในการสื่อสารการตลาด ดังนี้ 2.1) การให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ 2.2) การวางตำแหน่งและการกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ 2.3) กำหนดผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย 2.4) การสื่อสารการตลาด 2.5) การจำหน่ายสินค้า 2.6) การบริหารความสัมพันธ์กับผู้บริโภคหลังการขาย โดยผู้ประกอบการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการที่สนใจสามารถนำผลจากงานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้ เพื่อการวางแผนและพัฒนาการสื่อสารการตลาด กลยุทธ์การตลาด และกระบวนดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการของตนเองได้

วิทยานิพนธ์ โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัสและการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของเจเนอเรชั่น Y
ผู้แต่ง: ณิชาพรรณ วัลละ ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 7 Full Text

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y กับข้อมูล เชิงประจักษ์ โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการทำวิจัยในครั้งนี้ คือ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ของร้านกาแฟ อีกทั้งสามารถนำผลการศึกษามาเป็นข้อมูลในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดของร้านกาแฟ รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อพัฒนาสื่อการตลาดของธุรกิจร้านกาแฟ ซึ่งตัวแปรในโมเดลประกอบด้วย ตัวแปรแฝง 3 ตัวได้แก่ การตลาดเชิงประสาทสัมผัส การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ การตัดสินใจ ใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่ม Gen-Y ทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี เกิดในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 จำนวน 300 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ อยู่ในเกณฑ์ดีโดยการตรวจสอบจากค่าสถิติไคร์สแควร์เท่ากับ 72.77 องศาอิสระ (df) เท่ากับ 75 ความน่าจะเป็น (p) เท่ากับ 0.55 ค่า GFI เท่ากับ 0.97 ค่า AGFI เท่ากับ 0.95 ค่า CFI เท่ากับ 1.00 ค่า SRMR เท่ากับ 0.02 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.00 ค่าสัมประสิทธิ์ การพยากรณ์เท่ากับ 0.77 แสดงว่า ตัวแปรทั้งหมดในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวน ของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y ได้ร้อยละ 77