PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 2 รายการ
วิทยานิพนธ์ โครงการออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ตำบลหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา
ผู้แต่ง: อบาดี้ ปาตี ปี: 2568 (พ.ศ.) VIEWS: 41

จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านพหุวัฒนธรรม โดยมีชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน “ตำบลหน้าถ้ำ” นับเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ทั้งในด้านแหล่งโบราณสถาน เช่น วัดคูหาภิมุข วิถีชีวิตชุมชน และแหล่งผลิตสินค้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ อาทิ ผ้าสีมายา และผลิตภัณฑ์ OTOP อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังขาดการพัฒนาในด้านระบบบริการนักท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน และแหล่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การใช้ประโยชน์พื้นที่ยังไม่เต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดพื้นที่ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม การแสดง และการจำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรายได้และการเผยแพร่อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบศูนย์กลางกิจกรรมชุมชนที่สามารถรองรับการใช้งานร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรม การเรียนรู้ และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ผ่านแนวคิดการออกแบบเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงพื้นที่และกิจกรรมเข้าด้วยกันในลักษณะโครงข่าย เพื่อกระจายการใช้งานและสร้างเส้นทางการเรียนรู้ภายในพื้นที่ โครงการได้กำหนดพื้นที่ตั้งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ 1 พื้นที่ต้อนรับและศูนย์รวมการเรียนรู้ กิจกรรมหลักสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว พื้นที่ 2 พื้นที่เชื่อมต่อโครงการกับบริบทโดยรอบ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่บริการและพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่ 3 พื้นที่สนับสนุนกิจกรรมดั้งเดิมและส่งเสริมอัตลักษณ์ของชุมชน รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ แนวทางการออกแบบให้ความสำคัญกับบริบททางกายภาพ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยนำแนวคิดสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นร่วมสมัยมาประยุกต์ใช้ ผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยและมลายูให้เกิดความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม ขณะเดียวกันได้มีการออกแบบให้เกิดความร่วมสมัยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพื้นที่ การวางผังโครงการคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติและใช้ศักยภาพของพื้นที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับภัยพิบัติและส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว ผลลัพธ์ของโครงการจึงมุ่งหวังให้สถาปัตยกรรมเป็นกลไกในการเชื่อมโยงชุมชน วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วิทยานิพนธ์ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ กรณีศึกษาโรงงานผลิตไม้ยางพาราแปรรูปในจังหวัดตรัง
ผู้แต่ง: ราชันย์ ชูชาติ ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 4 Full Text

ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตไฟฟ้า ในโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารโรงงานผลิตไม้ยางพารา ต้นทุนระบบผลิตไฟฟ้าจาก แปรรูป และ ศึกษาความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการ โดยได้ศึกษากลุ่มโรงงานผลิตไม้ยางพารา ในจังหวัดตรัง ด้วยการเก็บข้อมูลจากกําลังแรงม้า และพื้นที่หลังคา จํานวน 23 โรงงาน และ การลงพื้นที่สํารวจข้อมูลปริมาณค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือน จํานวน 9 โรงงาน โดยข้อมูลทางด้านต้นทุน ของโครงการในส่วนข้อมูลจากผู้รับเหมาติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์คือ เซลล์แสงอาทิตย์ใช้ข้อมูลจากผู้รับเหมา 10 ราย และต้นทุนการทําความสะอาดและตรวจสอบระบบ เซลล์แสงอาทิตย์ใช้ข้อมูลจากผู้รับเหมา 4 ราย ส่วนข้อมูลจากร้านค้าผู้จําหน่ายอุปกรณ์เซลล์ แสงอาทิตย์คือ ต้นทุนอินเวอร์เตอร์ใช้ข้อมูลจากร้านจําหน่ายอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ 7 ร้าน โดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยของราคาต้นทุนจากข้อมูลทั้งหมดในแต่ละส่วน และการศึกษาผลตอบแทน จากการผลิตไฟฟ้าใช้เป็นหลักในการคํานวณจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและข้อมูลอื่นๆจากการสืบค้น มาใช้ประกอบกันในการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการผลิตไฟฟ้าในโครงการ การศึกษาความคุ้มค่า ทางการเงินของโครงการ โดยใช้เครื่องมือ 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 วิเคราะห์ต้นทุนโครงการ ประกอบด้วย 2 เครื่องมือคือ ต้นทุนระบบต่อขนาดกําลังผลิต Unit Cost และ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ต่อหน่วย CFP ส่วนที่ 2 วิเคราะห์ทางการเงินของโครงการประกอบด้วย 5 เครื่องมือคือปัจจุบันสุทธิ NPV อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน BCR อัตราผลตอบแทนภายในของโครงการ IRR ระยะคืน ทุน PB และระยะคืนทุน DPB นอกจากนี้เพื่อให้ผลการวิเคราะห์นําไปใช้ในการตัดสินใจของ ผู้ประกอบการได้ดี จึงได้ทําการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการแบบ Partial sensitivity ที่ การเปลี่ยนแปลง 5%, 10%, 15% และ 20% ใน 4 แบบคือ 1. ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้คิดลดมีอัตราเพิ่มขึ้น 2. เครื่อง Inverter มีอายุการใช้งานที่น้อยกว่าปกติ 3. แผงโซลาเซลล์ที่ใช้มันมีค่าความเสื่อมเพิ่มขึ้น มากกว่าที่เป็นค่ามาตรฐาน 4. ฤดูการณ์ทําให้ผลผลิตกระแสไฟฟ้าลดลงน้อยกว่าเดิม ผลการศึกษาสามารถแบ่งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ออกเป็น 4 ขนาดคือ 0-10 kW, 11-50 kW, 51-100 kW, > 100 kW พบว่าโรงงานที่ใช้ศึกษาทั้ง 9 โรงงานอยู่ในขนาดที่ 11-50 kW, 51-100 kW และ > 100 kW โดยส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ต้นทุนและผลผลิตของโครงการพบว่า ต้นทุนรวมระบบต่อขนาดกําลังผลิตที่ขนาด >100kW เท่ากับ 40,978 บาทต่อกิโลวัตต์ ที่ 51-100kW เท่ากับ 47,514 บาทต่อกิโลวัตต์ และที่ 11-50kW เท่ากับ 54,557 บาทต่อกิโลวัตต์ แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลต้นทุนรวมของระบบต่อขนาดกําลังผลิตจะมีความประหยัดต่อขนาดเมื่อกําลังผลิตติดตั้งที่มี ขนาดใหญ่ขึ้น ในส่วนของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยพบว่าที่ >100kW เท่ากับ 2.32 บาทต่อ หน่วย ที่ 51-100kW เท่ากับ 2.69 บาทต่อหน่วย และที่ 11-50kW เท่ากับ 3.08 บาทต่อหน่วย โดย ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยทั้ง 3 ขนาด มีค่าน้อยกว่าเกณฑ์ค่าไฟฟ้าในช่วง Peak ที่ 4,2097 บาท ต่อหน่วย แสดงว่าโครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์ทางการเงินของ โครงการพบว่าทั้ง 3 ขนาดกําลังผลิตติดตั้งที่ 11-50 kW, 51-100 kW และ > 100 kW มีมูลค่าปัจจุบัน สุทธิ NPV ที่เป็นบวก, อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน BCR ที่มีค่ามากกว่า 1, อัตราผลตอบแทน ภายในของโครงการ IRR มากกว่าเกณฑ์อัตราดอกเบี้ยเงินกู้, ระยะคืนทุนแบบง่าย PB มีอายุน้อย กว่าอายุโครงการ และ ระยะคืนทุนแบบคิดลดกระแสเงินสด DPB มีอายุน้อยกว่าอายุโครงการ แสดงให้เห็นว่าโครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน วิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการพบว่า กรณีดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้คิดลดมีอัตราเพิ่มขึ้น ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW และ 51-100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยได้ 5% และ ที่กําลังผลิตติดตั้ง >100kW จะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยได้ 5% และ 10% กรณีเครื่อง Inverter มีอายุการใช้งานลดลง ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW, 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงอายุที่ลดลงได้ 5%, 10%, 15% และ 20% กรณีแผงโซลาเซลล์มีค่า ความเสื่อมเพิ่มขึ้น ที่กําลังผลิตติดตั้ง 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง ความเสื่อมเพิ่ม 5% และที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW ไม่สามรถรองรับการเปลี่ยนแปลงความเสื่อม เพิ่ม กรณีปริมาณความเข้มแสงที่ได้รับลดลง ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW, 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงความเข้มแสงที่ลดลงได้ 5%, 10%, 15% และ 20%