PSU Logo
Smart Academic Repository Prince of Songkla University, Trang Campus

ค้นหาผลงานวิชาการ

ผลการค้นหา: 12 รายการ
วิทยานิพนธ์ ปัจจัยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าของการใช้บริการและการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุของผู้ประกอบการ Social Commerce ในประเทศไทย
ผู้แต่ง: ธีระ กุลวรวิทย์ ปี: 2565 (พ.ศ.) VIEWS: 7 Full Text

ในปัจจุบันการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ประกอบการ หันมาจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านสื่อออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Social Commerce มากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจด้านการขนส่งพัสดุเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภค มีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการมีการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพ การให้บริการ ราคา รวมทั้งการสร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการเพื่อรักษาฐานลูกค้า การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ปัจจัยคุณภาพ ความคุ้มค่า ของการใช้บริการ ปัจจัยการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ และพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ ของผู้ประกอบการ S-Commerce 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยพื้นฐานในการดำเนิน ธุรกิจกับพฤติกรรมการเลือกใช้บริการของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุของผู้ประกอบการ S-Commerce และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าของการใช้บริการ และปัจจัย ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการผู้ให้บริการขนส่งพัสดุของ ผู้ประกอบการ S-Commerce ด้านการใช้บริการซ้ำและการแนะนำหรือการบอกต่อ ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษากลุ่มผู้ประกอบการ S-Commerce เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ และใช้ระเบียบวิธี วิจัยเชิงปริมาณ โดยทำการทดสอบทั้งสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ ทางสถิติอย่างง่าย (เช่น ความถี่ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เพื่ออธิบาย ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง และการทดสอบทางสถิติเชิงอนุมาน (ค่าสถิติไคสแควร์ การวิเคราะห์ สหสัมพันธ์และการถดถอยเชิงซ้อน) เพื่อทดสอบสมมติฐานเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับประชากร ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจด้านรูปแบบของธุรกิจ ขนาด และรายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัย ด้านคุณภาพและความคุ้มค่าของการใช้บริการส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำและการบอกต่อได้ร้อยละ 15.60 (r2=0.156) และ 17.30 (r2=0.173) และปัจจัยด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำ และการบอกต่อ ได้ร้อยละ 12.70 (r2=0.127) และ 12.60 (r2=0.126) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบธุรกิจยางพาราที่มีผลต่อความพึงพอใจของชุมชน กรณีศึกษา: บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง
ผู้แต่ง: เกรียงศักดิ์ เพทาย ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 2 Full Text

การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องการดำเนินกิจกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมและความพึงพอใจของชุมชนโดยรอบของบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอพอใจของชุมชนโดยรอบของบริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ประชาชนที่อาศัยรอบบริษัททั้ง 5 ชุมชน จำนวน 337 คน ในการวิเคราะห์ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีผลต่อความพึงพอใจของชุมชน และใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ระดับความพึงพอใจของชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของชุมชน ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง ความพึงพอใจของชุมชนด้านการยอมรับของชุมชนอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการส่งเสริมการศึกษาอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจด้านการส่งเสริมรายได้และอาชีพอยู่ในระดับมาก และ ความพึงพอใจด้านการบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่า 1) ปัจจัยการดำเนินกิจความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมีผลมากที่สุด ต่อความพึงพอใจของชุมชนโดยรวม ความพึงพอใจของชุมชนด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบ ต่อชุมชน ความพึงพอของชุมชนด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม และความพึงพอใจของชุมชนด้าน การส่งเสริมการศึกษา 2) ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านกิจกรรม CSR กับชุมชนมีผลมากที่สุดต่อความพึงพอใจด้านการส่งเสริมรายได้และอาชีพ และความพึงพอใจด้านการบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์ 3) ปัจจัยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านนโยบายและภาพลักษณ์องค์กรมีผลมากที่สุดต่อความพึงพอใจด้านการยอมรับของชุมชน

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานระบบการบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีของธุรกิจค้าปลีกขนาดย่อม: กรณีศึกษา ธุรกิจค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ
ผู้แต่ง: ชญานนท์ คงทน ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 8 Full Text

ในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างรุนแรงในปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจร้านค้าปลีกต้องมีการปรับตัว โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ แต่พบว่าผู้ประกอบการร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้น้อย ส่งผลให้การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีไม่มีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีของธุรกิจร้านค้าปลีก กลุ่มตัวอย่างคือ ธุรกิจค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐในประเทศไทยที่ยังไม่มีการนำซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ จำนวน 475 ราย ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบโควตา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติบรรยาย และทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านคุณภาพของข้อมูล คุณภาพของระบบ และคุณภาพของการบริการ มีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้การได้รับประโยชน์และการรับรู้การใช้งานที่ง่ายของซอฟต์แวร์ 2) การรับรู้การใช้งานที่ง่ายมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้การได้รับประโยชน์ 3) การรับรู้การได้รับประโยชน์มีอิทธิพลทางตรงต่อทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ อย่างไรก็ตามพบว่าการรับรู้การใช้งานที่ง่ายไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ และงานวิจัยนี้พบว่า 4) ทัศนคติในการเลือกใช้งานซอฟต์แวร์มีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจใช้งานซอฟต์แวร์ ผลการศึกษามีประโยชน์ต่อผู้ให้บริการซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีทั้งภาครัฐและเอกชนสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปกำหนดแนวทางในการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกให้มีการนำซอฟต์แวร์การบริหารจัดการร้านค้าและบัญชีมาใช้มากขึ้น

วิทยานิพนธ์ แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของกลุ่มสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
ผู้แต่ง: ชนกภัทร์ ดาราสุริยงค์ ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 9 Full Text

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในประเด็นองค์ประกอบของการสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมทั้งกระบวนการและกลยุทธ์ที่สำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการศึกษาทางมานุษยวิทยาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากการสำรวจเนื้อหาการสื่อสารการตลาดบนเฟซบุ๊กแฟนเพจของกิจการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 53 กิจการ ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีแบบแผน (Semi-Structured Interview) ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธี การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sample) โดยคัดเลือกจากกิจการที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจบนเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบ[การสื่อสารการตลาดบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบการมุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาประเภทข้อมูลผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ และช่องทางการสื่อสาร ด้วยกลยุทธ์การให้ข้อมูล กลยุทธ์แบบทั่วไป กลยุทธ์การกล่าวอ้างก่อนคนอื่น และกลยุทธ์สิ่งจูงใจ ในรูปแบบข้อความ รูปภาพ ลิงก์ แฮชแท็ก และสัญรูปอารมณ์ ผู้ประกอบการเป็นผู้ริเริ่มและนำเสนอเนื้อหาด้วยตนเอง โดยใช้เฟซบุ๊กแฟนเพจและไลน์เป็นช่องทางหลัก 2) ผู้ประกอบการมีกระบวนการในการสื่อสารการตลาด ดังนี้ 2.1) การให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ 2.2) การวางตำแหน่งและการกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ 2.3) กำหนดผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย 2.4) การสื่อสารการตลาด 2.5) การจำหน่ายสินค้า 2.6) การบริหารความสัมพันธ์กับผู้บริโภคหลังการขาย โดยผู้ประกอบการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการที่สนใจสามารถนำผลจากงานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้ เพื่อการวางแผนและพัฒนาการสื่อสารการตลาด กลยุทธ์การตลาด และกระบวนดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับกิจการของตนเองได้

วิทยานิพนธ์ โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัสและการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของเจเนอเรชั่น Y
ผู้แต่ง: ณิชาพรรณ วัลละ ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 7 Full Text

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y กับข้อมูล เชิงประจักษ์ โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการทำวิจัยในครั้งนี้ คือ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ของร้านกาแฟ อีกทั้งสามารถนำผลการศึกษามาเป็นข้อมูลในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดของร้านกาแฟ รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อพัฒนาสื่อการตลาดของธุรกิจร้านกาแฟ ซึ่งตัวแปรในโมเดลประกอบด้วย ตัวแปรแฝง 3 ตัวได้แก่ การตลาดเชิงประสาทสัมผัส การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ การตัดสินใจ ใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่ม Gen-Y ทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี เกิดในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 จำนวน 300 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ อยู่ในเกณฑ์ดีโดยการตรวจสอบจากค่าสถิติไคร์สแควร์เท่ากับ 72.77 องศาอิสระ (df) เท่ากับ 75 ความน่าจะเป็น (p) เท่ากับ 0.55 ค่า GFI เท่ากับ 0.97 ค่า AGFI เท่ากับ 0.95 ค่า CFI เท่ากับ 1.00 ค่า SRMR เท่ากับ 0.02 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.00 ค่าสัมประสิทธิ์ การพยากรณ์เท่ากับ 0.77 แสดงว่า ตัวแปรทั้งหมดในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวน ของการตลาดเชิงประสาทสัมผัส และการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟของ Gen-Y ได้ร้อยละ 77

วิทยานิพนธ์ อิทธิพลของการยอมรับเทคโนโลยีต่อประสิทธิภาพการนำเสนอข้อมูลด้วยรูปแบบจินตทัศน์: กรณีศึกษาข้อมูลการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ56-2)
ผู้แต่ง: นัดดาพร ชัยพล ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 4 Full Text

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบของการนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามแบบแสดงรายงานประจำปี (แบบ 56-2) ในรูปแบบจินตทัศน์ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอข้อมูล (2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และการยอมรับเทคโนโลยีของนักลงทุนและผู้บริหารองค์กร และ(3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัย ด้านประชากรศาสตร์และการยอมรับเทคโนโลยีของนักลงทุนหรือผู้บริหารองค์กรต่อประสิทธิภาพการนำเสนอข้อมูลการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-2) ด้วยรูปแบบจินตทัศน์ จากนั้นได้พัฒนารูปแบบการนำเสนอข้อมูลด้วยรูปแบบจินตทัศน์ปรับปรุงตามกระบวนการ Design Science Research (DSR) เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแบบจินตทัศน์ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ กลุ่มนักลงทุนหรือกลุ่มผู้บริหาร จำนวน 336 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถดถอยเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า (1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ไม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการใช้งานข้อมูลจินตทัศน์ (2) การยอมรับเทคโนโลยี ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ และด้านการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการใช้งานข้อมูลจินตทัศน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3) ตัวแปรอิสระทุกตัวสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการใช้งานข้อมูลจินตทัศน์ได้ร้อยละ 71.90 ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทาง การปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการนำเสนอข้อมูลในแบบรายงานประจำปี แบบ 56-2 และเป็นองค์ความรู้ใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับการยอมรับเทคโนโลยี ด้านข้อมูลจินตทัศน์เกี่ยวกับการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามแบบรายงานประจำปี (แบบ 56-2)

วิทยานิพนธ์ ปัจจัยในห่วงโซ่คุณค่าที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคสีเขียวในยุคเศรษฐประสบการณ์
ผู้แต่ง: ศศินันท์ ขุนทอง ปี: 2564 (พ.ศ.) VIEWS: 4 Full Text

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยในห่วงโซ่คุณค่าที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคสีเขียวในยุคเศรษฐประสบการณ์ และศึกษาความตั้งใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคสีเขียวของกลุ่มผู้บริโภค การศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์โมเดลเชิงโครงสร้างด้วยโปรแกรม LISREL 8.80 ผลการศึกษาพบว่า โมเดลปัจจัยในห่วงโซ่คุณค่าที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคสีเขียวในยุคเศรษฐประสบการณ์ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาได้จากค่า X2 = 0.68 , df = 2 , p = 0.71 GFI = 1.00 , AGFI = 0.99 , CFI = 1.00 , TLI = 1.00 , RMSEA = 0.00 , RMR = 0.001 , SRMR = 0.0037 โมเดลมีความตรงเชิงโครงสร้างซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 1.00 ดัชนีระดับความกลมกลืนที่ปรับตัวแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.99 ดัชนีระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 1.00 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (TLI) เท่ากับ 1.00 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของส่วนเหลือมาตรฐาน (SRMR) เท่ากับ 0.0037 ค่าความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์ (RMSEA) เท่ากับ 0.00

วิทยานิพนธ์ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ กรณีศึกษาโรงงานผลิตไม้ยางพาราแปรรูปในจังหวัดตรัง
ผู้แต่ง: ราชันย์ ชูชาติ ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 4 Full Text

ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตไฟฟ้า ในโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารโรงงานผลิตไม้ยางพารา ต้นทุนระบบผลิตไฟฟ้าจาก แปรรูป และ ศึกษาความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการ โดยได้ศึกษากลุ่มโรงงานผลิตไม้ยางพารา ในจังหวัดตรัง ด้วยการเก็บข้อมูลจากกําลังแรงม้า และพื้นที่หลังคา จํานวน 23 โรงงาน และ การลงพื้นที่สํารวจข้อมูลปริมาณค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือน จํานวน 9 โรงงาน โดยข้อมูลทางด้านต้นทุน ของโครงการในส่วนข้อมูลจากผู้รับเหมาติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์คือ เซลล์แสงอาทิตย์ใช้ข้อมูลจากผู้รับเหมา 10 ราย และต้นทุนการทําความสะอาดและตรวจสอบระบบ เซลล์แสงอาทิตย์ใช้ข้อมูลจากผู้รับเหมา 4 ราย ส่วนข้อมูลจากร้านค้าผู้จําหน่ายอุปกรณ์เซลล์ แสงอาทิตย์คือ ต้นทุนอินเวอร์เตอร์ใช้ข้อมูลจากร้านจําหน่ายอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ 7 ร้าน โดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยของราคาต้นทุนจากข้อมูลทั้งหมดในแต่ละส่วน และการศึกษาผลตอบแทน จากการผลิตไฟฟ้าใช้เป็นหลักในการคํานวณจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและข้อมูลอื่นๆจากการสืบค้น มาใช้ประกอบกันในการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการผลิตไฟฟ้าในโครงการ การศึกษาความคุ้มค่า ทางการเงินของโครงการ โดยใช้เครื่องมือ 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 วิเคราะห์ต้นทุนโครงการ ประกอบด้วย 2 เครื่องมือคือ ต้นทุนระบบต่อขนาดกําลังผลิต Unit Cost และ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ต่อหน่วย CFP ส่วนที่ 2 วิเคราะห์ทางการเงินของโครงการประกอบด้วย 5 เครื่องมือคือปัจจุบันสุทธิ NPV อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน BCR อัตราผลตอบแทนภายในของโครงการ IRR ระยะคืน ทุน PB และระยะคืนทุน DPB นอกจากนี้เพื่อให้ผลการวิเคราะห์นําไปใช้ในการตัดสินใจของ ผู้ประกอบการได้ดี จึงได้ทําการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการแบบ Partial sensitivity ที่ การเปลี่ยนแปลง 5%, 10%, 15% และ 20% ใน 4 แบบคือ 1. ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้คิดลดมีอัตราเพิ่มขึ้น 2. เครื่อง Inverter มีอายุการใช้งานที่น้อยกว่าปกติ 3. แผงโซลาเซลล์ที่ใช้มันมีค่าความเสื่อมเพิ่มขึ้น มากกว่าที่เป็นค่ามาตรฐาน 4. ฤดูการณ์ทําให้ผลผลิตกระแสไฟฟ้าลดลงน้อยกว่าเดิม ผลการศึกษาสามารถแบ่งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ออกเป็น 4 ขนาดคือ 0-10 kW, 11-50 kW, 51-100 kW, > 100 kW พบว่าโรงงานที่ใช้ศึกษาทั้ง 9 โรงงานอยู่ในขนาดที่ 11-50 kW, 51-100 kW และ > 100 kW โดยส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ต้นทุนและผลผลิตของโครงการพบว่า ต้นทุนรวมระบบต่อขนาดกําลังผลิตที่ขนาด >100kW เท่ากับ 40,978 บาทต่อกิโลวัตต์ ที่ 51-100kW เท่ากับ 47,514 บาทต่อกิโลวัตต์ และที่ 11-50kW เท่ากับ 54,557 บาทต่อกิโลวัตต์ แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลต้นทุนรวมของระบบต่อขนาดกําลังผลิตจะมีความประหยัดต่อขนาดเมื่อกําลังผลิตติดตั้งที่มี ขนาดใหญ่ขึ้น ในส่วนของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยพบว่าที่ >100kW เท่ากับ 2.32 บาทต่อ หน่วย ที่ 51-100kW เท่ากับ 2.69 บาทต่อหน่วย และที่ 11-50kW เท่ากับ 3.08 บาทต่อหน่วย โดย ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยทั้ง 3 ขนาด มีค่าน้อยกว่าเกณฑ์ค่าไฟฟ้าในช่วง Peak ที่ 4,2097 บาท ต่อหน่วย แสดงว่าโครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์ทางการเงินของ โครงการพบว่าทั้ง 3 ขนาดกําลังผลิตติดตั้งที่ 11-50 kW, 51-100 kW และ > 100 kW มีมูลค่าปัจจุบัน สุทธิ NPV ที่เป็นบวก, อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน BCR ที่มีค่ามากกว่า 1, อัตราผลตอบแทน ภายในของโครงการ IRR มากกว่าเกณฑ์อัตราดอกเบี้ยเงินกู้, ระยะคืนทุนแบบง่าย PB มีอายุน้อย กว่าอายุโครงการ และ ระยะคืนทุนแบบคิดลดกระแสเงินสด DPB มีอายุน้อยกว่าอายุโครงการ แสดงให้เห็นว่าโครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน วิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการพบว่า กรณีดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้คิดลดมีอัตราเพิ่มขึ้น ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW และ 51-100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยได้ 5% และ ที่กําลังผลิตติดตั้ง >100kW จะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยได้ 5% และ 10% กรณีเครื่อง Inverter มีอายุการใช้งานลดลง ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW, 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงอายุที่ลดลงได้ 5%, 10%, 15% และ 20% กรณีแผงโซลาเซลล์มีค่า ความเสื่อมเพิ่มขึ้น ที่กําลังผลิตติดตั้ง 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง ความเสื่อมเพิ่ม 5% และที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW ไม่สามรถรองรับการเปลี่ยนแปลงความเสื่อม เพิ่ม กรณีปริมาณความเข้มแสงที่ได้รับลดลง ที่กําลังผลิตติดตั้ง 11-50kW, 51-100kW และ >100kW สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงความเข้มแสงที่ลดลงได้ 5%, 10%, 15% และ 20%

วิทยานิพนธ์ การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับโมบายแบงก์กิ้งแอพพลิเคชั่นของกลุ่มประชากรในเขตจังหวัดสงขลา
ผู้แต่ง: นันตชัย กลับดี ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 6 Full Text

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับโมบายแบงค์กิ้ง แอพพลิเคชั่นของกลุ่มประชากรในเขตจังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่ทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา โดยอาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา จํานวน 400 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) และการวิเคราะห์โมเดลสมการ เชิงโครงสร้าง (Structural Equation Modeling :SEM) ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ร้อยละ 65.5 มีอายุระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 50.3 มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 67.3 มีอาชีพพนักงานบริษัท ร้อยละ 32.5 มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 10,001-20,000 บาท และรายได้ ต่อเดือนระหว่าง 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 28.3 และมีสถานภาพโสด ร้อยละ 64.5 ปัจจัยที่มี อิทธิพลต่อการยอมรับโมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลําดับค่าเฉลี่ยพบว่า ลําดับแรก คือ ด้านความคาดหวังด้าน สมรรถภาพ รองลงมา คือ ด้านความเคยชินและด้านการรับรู้ความเสี่ยง ตามลําดับการยอมรับโมบาย แบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อเรียง ตามลําดับค่าเฉลี่ยพบว่า ลําดับแรก คือ ยอมรับการทําธุรกรรมทาง การเงินผ่านโมบายแบงค์กิ้ง แอพพลิเคชั่นและมีแนวโน้มที่จะใช้บริการมากขึ้นในอนาคต รองลงมา คือ เมื่อต้องการทําธุรกรรม ทางการเงินจะเลือกใช้บริการโมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นแทนการทําธุรกรรมที่สาขาธนาคาร และ หากข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการและประโยชน์ของการทําธุรกรรมผ่านโมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นที่ เพียงพอจะส่งเสริมให้ยอมรับและใช้บริการมากขึ้น ตามลําดับปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางตรงต่อการยอมรับ โมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นของกลุ่มประชากรในเขตจังหวัดสงขลา ได้แก่ ความคาดหวังในประสิทธิภาพ สภาพสิ่งอํานวยความสะดวกในการใช้งาน มูลค่าราคา ความเคยชิน และแรงจูงใจด้านความบันเทิง ซึ่งสามารถอธิบายการยอมรับโมบายแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่น ได้ร้อยละ 66.70 (R2 = 0.667) ทั้งยัง มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางอ้อมได้แก่ความคาดหวังในความพยายามซึ่งสามารถอธิบายปัจจัยความ คาดหวังในประสิทธิภาพ ร้อยละ 42.6 (R = 0.426) และยังมีปัจจัยที่ส่งผลทางอ้อมอีก 1 ตัวแปร ได้แก่ ความคาดหวังในความพยายาม ซึ่งสามารถอธิบายปัจจัยแรงจูงใจด้านความบันเทิง ร้อยละ 27.10 (R2= 0.271)

วิทยานิพนธ์ การศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace
ผู้แต่ง: พิงคุณ สุขลิ้ม ปี: 2562 (พ.ศ.) VIEWS: 23 Full Text

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ 2) ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ และ 3) เปรียบเทียบ การรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อกลุ่มพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มผู้บริโภคทั้งเพศชายและหญิงที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Social Commerce และ E - Marketplace จํานวน 420 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T - test) การทดสอบค่าเอฟ (F - test) และ การทดสอบไคสแควร์ (Chi - square test) ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 9.00 อายุ 20 - 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 50.71 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 78.10 มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว คิด เป็นร้อยละ 28.36 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 66.19 และมีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 39.05 การรับรู้ความเสี่ยงจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่สั่งซื้อสินค้าประเภทแฟชั่นมาเป็น ลําดับที่ 1 ความสวยความงามมาเป็นลําดับที่ 2 และวัสดุอุปกรณ์/เครื่องมือ/เครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นลําดับ ที่ 3 มีค่าใช้จ่ายในเฉลี่ยต่อครั้ง 500 - 1,000 บาท ความถี่เฉลี่ยต่อเดือน 1 - 3 ครั้ง และเหตุผลที่เลือกซื้อ สินค้าออนไลน์คือสะดวกรวดเร็ว ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงทั้ง 6 ด้านมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อ สินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่าง Social Commerce และ E - Marketplace พบว่า ไม่มีความ แตกต่างกัน